พระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต อ.แก้งคร้อ จ.ชัยภูมิ กล่าวว่า ขณะนี้ถือได้ว่าเกิดวิกฤติสงฆ์ถึงขั้้นรุนแรงแล้ว และเป็นวิกฤติที่มีมานานแล้ว ถ้าเราดูจากข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ และพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของชาวพุทธ จะเห็นได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงในทางที่เสื่อมถอยลงไปเรื่อยๆ เป็นสิ่งที่เกิดมานาน ไม่ใช่ว่าเพิ่งมาเป็นตอนนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้แค่เป็นข่าวคราวที่เกิดขึ้นเฉพาะจุด เฉพาะประเด็น สภาพที่น่าเป็นห่วงของพุทธศาสนา ทั้งฝ่ายสงฆ์และฆราวาส มีมานาน
ในอดีตอาจจะมีบ้างที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมือง ก็คือสมัยพระพิมลธรรม ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อ 50 กว่าปีที่ผ่านมา ในยุคของ จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรื่องนี้ก็เป็นที่เห็นได้ชัดว่า ท่านถูกกลั่นแกล้ง
ปัจจุบัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเมืองก็มีส่วนเกี่ยวข้องไม่น้อย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ เพียงแต่ว่า ในอดีตข่าวเกี่ยวกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่เป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองชัดเจน แต่ว่าในปัจจุบันมีเรื่องของคดีความ เป็นเรื่องเกี่ยวกับความผิดทางอาญาอยู่ด้วย ซึ่งเรื่องนี้ยังต้องรอการพิสูจน์
จากกรณีการยักยอกทรัพย์ สหกรณ์เครดิตยูเนี่ยนคลองจั่น ที่ผู้ต้องหาเป็นถึงเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย เรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุปัจจัยหลายอย่าง ในส่วนของพระสงฆ์ก็ไปเกี่ยวข้องกับเงินเป็นจำนวนมากเป็นพันล้าน หมื่นล้าน ถ้าหากไม่มีการปล่อยปละละเลยจากพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ ก็จะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้ ส่วนหนึ่งก็เป็นปัญหาของพฤติกรรมของพระภิกษุรูปนั้นด้วย
อาจจะเป็นเพราะว่า พระรูปนี้มีเส้นสายกับพระสงฆ์ชั้นผู้ใหญ่ หรือ กับองค์กรสงฆ์อีกส่วนหนึ่งก็มาจากความเสื่อมของฝ่ายฆราวาส ที่อนุญาตให้พระสงฆ์ไปเกี่ยวข้องกับเงินทองจำนวนมากหากฆราวาส ญาติโยม มีความเข้าใจในเรื่องพระ เรื่องวินัย ไม่ใช่คล้อยตามพระสงฆ์ไปทุกเรื่อง ก็คงจะไม่เกิดคดีแบบนี้ขึ้นการรับบริจาคเงิน ถ้าเป็นจำนวนเงินไม่มาก ก็ไม่น่าผิดสังเกต แต่กรณีนี้เป็นจำนวนมากหลายล้าน
คดีนี้หากมีการดำเนินคดีไปจนถึงขั้นพระภิกษุรูปนั้นต้องติดคุก ติดตะราง ต้องอาบัติปาราชิก จะมีผลสั่นสะเทือนต่อวงการสงฆ์อย่างแน่นอน เพราะท่านก็มีลูกศิษย์ลูกหามากมายอย่างไรก็ตาม ต้องเอากฎหมายเป็นหลักก่อน ต้องชี้ให้ชัดเจนว่าคดีนี้ถูกหรือผิด มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ? ถ้าไม่มีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหาก็หมดปัญหาไป แต่หากมีพฤติกรรมตามที่ถูกกล่าวหา ญาติโยมก็ต้องยอมรับความจริง
ศรัทธา เป็นเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าหากท่านทำผิด ไม่ว่าจะทำผิดกฎหมายบ้านเมือง หรือผิดวินัยสงฆ์ก็ต้องยอมรับหน้าที่ของชาวพุทธ คือ จะต้องไม่ส่งเสริมผู้ที่ทำผิด แม้ว่าจะเป็นผู้ที่เราศรัทธานับถือก็ตาม ความดีของท่านก็มี แต่หากท่านทำผิดก็ต้องยอมรับ และให้เป็นไปตามกฎหมาย ตามพระธรรมวินัย
ทั้งนี้ ปฏิเสธไม่ได้ว่า ในความศรัทธาของคนเรา เป็นเรื่องที่ไม่มีใครบังคับ บางครั้งศรัทธาผู้ที่ทำผิด บางครั้งศรัทธาในความเชื่อที่ลุ่มหลงงมงายก็ได้ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วชาวพุทธจะต้องมีหน้าที่รักษาในพระธรรมวินัย อุบาสก อาบาสิกา ต้องรักษาธรรมวินัยถ้าคนที่เราศรัทธา ไม่ประพฤติปฏิบัติตนให้อยู่ในพระธรรมวินัย ก็ต้องให้เขารับผิด รับโทษ
หน้าที่ของชาวพุทธต้องยึดถือความจริง พระธรรมวินัย เป็นหลัก ไม่ใช่ยึดติดในตัวบุคคล ไม่ใช่ยึดติดว่า คนที่เราศรัทธาใครจะมาแตะต้องไม่ได้ อันนี้ไม่ใช่วิสัยของชาวพุทธกรณีคดีรถหรูของสมเด็จช่วง ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้มีข้อครหาเป็นอย่างมากว่า มีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง ก็ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไม่ใช่เรื่องการกลั่นแกล้ง หรือเป็นเรื่องการเมืองเข้ามามีส่วนเกี่ยวข้อง ถ้าทำตรงนี้ให้ชัดเจนไม่ได้ ก็จะเกิดปัญหาก็จะตามมาผิดหรือถูกไม่สำคัญเท่ากับกระบวนการจะต้องโปร่งใส กระบวนการจะต้องบริสุทธิ์ยุติธรรม
มีการกล่าวกันว่า กฎหมายไม่เคยเอาผิดกับคนที่อยู่ในระดับสูง อย่างเช่น รัฐมนตรี ปลัดกระทรวง หรือคนร่ำรวย และต่อไปจะไม่เอาผิดกับพระสงฆ์ชั้นสูง ตรงนี้จะต้องทำให้เห็นได้ชัดว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะสูงแค่ไหน ผิดก็ต้องว่ากันไปตามความผิด ต้องไม่ปล่อยให้การเมืองมากำหนดทิศทางในการสอบสวน ขณะเดียวกัน ต้องไม่ให้คนปักใจเชื่อว่า มีการปกป้องคนที่อยู่ในสถานะชั้นสูง