ปรับขนาดตัวอักษร

สหรัฐบล็อกจีนไม่ให้เข้าซื้อกิจการของ Lattice Semiconducter ปกป้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

วัชรา จรูญสันติกุล วัชรา จรูญสันติกุล |
- views
สหรัฐบล็อกจีนไม่ให้เข้าซื้อกิจการของ Lattice Semiconducter ปกป้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา

ทรัมป์บล็อกจีนไม่ให้เข้าซืั้อกิจการของ Lattice Semiconducter ซึ่งเป็นผู้ผลิตชิ้้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์สหรัฐ เพื่อปกป้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ท่ามกลางบรยากาศสงครามเย็นทางด้านการค้าระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศในขณะนี้ ในณะที่ทรัมป์เตรียมเยือนจีนในเดือนพฤศจิกายนนี้ พร้อมถกสี จิ้นผิง ลดความตึงเครียดในคาบสมุทรเกาหลีจนถึงแผนยุติการยิงขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ

ขณะที่ Russian Today รายงานเกิดเหตุโกลาหลในกรุงมอสโกวันนี้ เหตุมีโทรศัพท์ขู่วางระเบิด 17 จุดทั่วรัสเซียส่งผลให้มีการอพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากห้างสรรพสินค้าในเมืองต่างๆ สถานีรถไฟฟ้า และสถานการศึกษา จำนวนรวม 190 จุด เพื่อการตรวตรวจสอบหาตัวผู้ที่โทรศัพท์ขู่วางระเบิด แต่สุดท้ายไม่พบเหตุการณ์ร้ายแรงตามคำข่มขู่

ทางด้านเวเนซูเอลาประกาศยุติการรับเงินจากการขายน้ำมันที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งคว่ำบาตรเวเนซูเอลาจากเหตุจลาจลในประเทศ และมีการขับไล่ประธานาธิบดีให้ออกจากตำแหน่ง โดยที่ทางการเวเนซูเอลาจะหันมาใช้เงินหยวน รูเบิล และรูปี เป็นสกุลหลักในการชำระราคาค่าน้ำมัน


1.ประธานาธืบดีโดนัลดื ทรัมป์ บล็อกจีนไม่ให้เข้าซืั้อ Lattice Semiconducter กิจการผลิตชิ้้นส่วนอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เพื่อปกป้องการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา ท่ามกลางสงครามเย็นทางด้านการค้าระหว่างมหาอำนาจทั้ง 2 ประเทศในขณะนี้ จากแถลงการณ์ของกระทรวงการคลังสหรัฐ ระบุว่าการบบล็อกครั้งนั้ไม่ได้เป็นเหตุผลส่วนตัวของประธานาธิบดีอย่างใด แต่เป็นไปเพื่อการปกป้องในเรื่องของความมั่นคงปลอดภัยที่เกี่ยวข้องกับ National-Security Risk ของสหรัฐ

นอกจากนี้ ทำเนียบขาวยังอ้างว่า สหรัฐต้องการให้ผลิตภัณฑ์ที่ผลิตภายใต้ชื่อของ Lattice Products เป็นของสหรัฐ รวมทั้งการให้เป็น Supply Chain ของสหรัฐที่ส่งไปขายในประเทศต่างๆ ด้วย

ทั้งนี้ ถือเป็นการบล็อกครั้งที่สี่จากทางการสหรัฐที่มีต่อการเข้าซี้อเพื่อครอบงำทางธุรกิจของจีน หลังจากที่ก่อนหน้านี้ ทางการสหรัฐยินยอมให้เม็ดเงินลงทุนของจันเข้าซื้อกองทุน การเข้าซื้ออสังหาริมทรัพย์ และบอนด์ของรัฐบาล


2.ขณะเดียวกันประธานาธิบดีทรัมป์ เตรียมเดินทางเยือนจีนเป็นครั้งแรกในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งจะมีการพบปะกับประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เพื่อหารือกันเกี่ยวกับโครงการขีปนาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ การลดความตึงเครียดที่ร้อนแรงในคายสมุทรเกาหลี รวมถึงเรื่องการค้าระหว่างจีนและสหรัฐ

โดยมีรายงานว่า ชินโซ อาเบะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น และมูน แจ อิน โประธานาธิบดีเกาหลีใต้ จะพบปะกับประธานาธิบดีสหรัฐ ในการประชุมวันที่ 21 กันยายนที่นิวยอร์ก นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ เพื่อจะยืนยันถึงความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เนื่องจากแรงกดดันจากเกาหลีเหนือในการทดลองขีปนาวุธนิวเคลียร์ โดยมีรายงานข่าวล่าสุดจากเกาหลีใต้ว่า จะมีการยิงจรวดนิวเคลียร์ครั้งใหม่ในวันที่ 10 ตุลาคมนี้ รวมทั้งยังจะเรียกร้องให้จีนและรัสเซียร่วมมีบทบาทมากขึ้นในการยุติโครงการนิวเคลียร์และขีปนาวุธของเกาหลีเหนือ

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังมีกำหนดเดินทางไปฟิลิปปินส์และเวียดนามในช่วงเวลาเดียวกัน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสมาคมประชาชาติเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) และการประชุมสุดยอดของกลุ่มความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก (เอเปก) อีกด้วย

ขณะที่สำนักข่าวเกียวโดรายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐมีแผนที่จะเดินทางเยือนญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในช่วงต้นเดือนฤศจิกายนเช่นกัน โดยนอกเหนือจากการชูประเด็นเรื่องเกาหลีเหนือแล้ว อาจจะเจรจาในประเด็นเศรษฐกิจเกี่ยวกับการลดขาดดุลทางการค้าของสหรัฐกับญี่ปุ่น


3.ขณะที่ Russian Today รายงานเกิดเหตุโกลาหลในกรุงมอสโกวในวันนี้ เหตุมีโทนศัพท์ขู่วางระเบิด 17 จุดทั่วรัสเซียส่งผลให้มีการอพยพประชาชนหลายหมื่นคนออกจากห้างสรรพสินค้าในเมืองต่างๆ สถานีรถไฟฟ้า และสถานการศึกษา จำนวนรวม 190 จุด เพื่อการตรวจตรวจสอบหาตัวผู้ที่โทรศัพท์ขู่วางระเบิด

โดยเฉพาะในกรุงมอสโก ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้สั่งอพยพประชาชนมากกว่า 20,000 คนออกจากสถานที่ต่างๆ มากกว่า 30 แห่ง หลังจากที่มีผู้โทรศัพท์ขู่วางระเบิดในสถานที่หลายแห่ง ซึ่งรวมถึง สถานีรถไฟ 3 แห่ง ศูนย์การค้า และโรงแรมหลายแห่ง และใตกลางกรุงมอสโกในย่านจตุรัสแดง

ทั้งนี้ มีการพบว่าโทรศัพท์ส่วนใหญ่มีการโทรเข้ามาจากยูเครน แต่สุดท้ายไม่พบเหตุการณ์ร้ายแรงตามคำข่มขู่


4.Vikram Pandit ซีอีโอของ Citigroup ซึ่งบริหารกิจการในช่วงที่เกิดวิกฤติการเงินสหรัฐที่เกิดขึ้นช่วงระหว่างปี 2007-2012 ที่ส่งผลให้มีการลงทุนในระบบหุ่นยนต์คอมพิวเตอร์มาทำงานทดแทนจำนวนบุคลากรโดยเฉพาะในแผนก Back Office โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2010 เป็นต้นมาที่มีการพัฒนาในระบบ Fintech มากขึ้นโยมีการใช้เงินลงทุนในระบบดังกล่าวถึง 1.25 แสนล้านดอลลาร์


ปัจจุบันเขามองว่า สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในอุตสาหกรรมการเงินการธนาคารนั้น จะมีการปรับลดบุคลากรทำงานลงจำนวนมากถึง 30% ในช่วง 5 ปีข้างหน้าจากนี้ไปจนถึงปี 2025 โดยที่ระบบคอมพิวเตอร์อัตโนมัติจะถูกนำมาใช้ในกลุ่มงานที่เป็น Retail Banking รวมถึงการใช้ระบบ Mobile payments ซึ่งบุคลากรที่ทำการเต็มเวลาจะมีจำนวนที่ถูกปรับลดลงราว 770,000 คนที่เกิดขึ้นในสหรัฐ และลดลงราว 1 ล้านคนในกลุ่มประเทศยุโรป


ทั้งนี้ พบว่า ตำแหน่งงานใน banking industry ที่เคยพีคถึง 3.4 ล้านคน โดยที่ในปี 2015 อยู่ที่ 3.1 ล้านคน ในปี 2025 จะเหลือเพียง 2.3 ล้านคน ส่วนยุโรปที่เคยพีคถึง 3.8 ล้านคน โดยในปี 2015 อยู่ที่ 3.4 ล้านคน ก็จะลดลงเหลือ 2.4 ล้านคนในปี 2025


5.ประธานาธิบดี Nicolas Maduro ของเวเนซูเอลา ประกาศยุติการรับเงินจากการขายน้ำมันที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ หลังจากที่ก่อนหน้านี้ประธานาธิบดีทรัมป์ได้มีคำสั่งคว่ำบาตรเวเนซูเอลาจากเหตุจลาจลในประเทศ และมีการขับไล่ประธานาธิบดีให้ออกจากตำแหน่งด้วยนั้น

โดยที่ทางการเวเนซูเอลาจะหันมาใช้เงินหยวน รูเบิล และรูปี เป็นสกุลหลักในการชำระค่าน้ำมัน นอกจากนี้จะยึดหลักการใช้ตะกร้าเงินที่อิงกับเงินหยวน ยูโร รูเบิล รูปี และรวมถึงทองคำ หากมีการโควตราคาน้ำมันส่งออกของเวเนซูเอลาในรูปที่เป็นสกุลเงินดอลลาร์ โดยคาดหวังว่าจะช่วยพยุงเงินโบลิวาร์


เนื่องจาก ปัจจุบันค่าเงินประจำชาติที่เป็นโบลิวาร์ของเวเนซูเอลา ตกต่ำลงอย่างหนักถึงระดับ 20,000 โบลิวาร์ต่อดอลลาร์ในการซื้อขายที่ตลาดมืด ทั้งที่อัตราเป็นทางการกำหนดที่ 1,600 โบลิวาร์ต่อดอลลาร์ สาเหตุจากปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจในประเทศ และอัตราเงินเฟ้อที่พุ่งขึ้นอย่างรุนแรงถึงระดับ 1,890% ส่งผลกระทบต่อเสถึยรภาพของเงินนโบลิวาร์ โดยเฉพาะทุนสำรองที่ดิ่งลงอย่างหนัก สวนทางภาวะหนี้ต่างประเทศที่พุ่งสูงขึ้นจนเข้าข่ายการผิดนัดชำระหนี้

โปรดอ่านก่อนแสดงความคิดเห็น

  1. กรุณาใช้ถ้อยคำที่ สุภาพ เหมาะสมอย่างวิญญูชนพึงกระทำพร้อมลงนาม
  2. ทีม www.nationtv.tv ขอสงวนสิทธิ์ ในการลบข้อความที่หมิ่นต่อสถาบันชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย
  3. ไม่ควรใช้ ถ้อยคำที่หยาบคายดูหมิ่นส่อเสียดกล่าวหา ให้ร้ายผู้อื่น หรือสร้างความแตกแยก ในสังคม
  4. ทุกความคิดเห็นนั้นไม่เกี่ยวข้องกับทีมงานผู้ดำเนินการ จัดทำเว็บไซต์และไม่สามารถนำไปอ้างอิงทางกฎหมาย ได้ทุกกรณีประกอบกับทีมงานขอสงวนสิทธิ์ในการลบความคิดเห็นโดยไม่ต้องชี้แจงเหตุผลใดๆ ต่อเจ้าของความเห็น

แสดงความคิดเห็น

192.168.52.211