Search

วันจันทร์ ที่ 22 เมษายน พ.ศ. 2562
live
ปรับขนาดตัวอักษร

เมื่อวันที่ 30 มกราคม 2562 เวลา 18.00 น. นายสมชาย มีเสน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Nation Group นายวีระศักดิ์ พงศ์อักษร บรรณาธิการบริหาร หนังสือพิมพ์ และนายบากบั่น บุญเลิศ บรรณาธิการอำนวยการ หนังสือพิมพ์ ฐานเศรษฐกิจ ได้จัดรายการ Bad Wednesday ผ่านทาง Facebook Live ที่แฟนเพจ คมชัดลึก เล่าแบบหมดเปลือกเรื่องการเมือง ใครจะจับมือกับใคร และพรรคไหนจะได้ตั้งรัฐบาล

โดย 3 บก.ใหญ่ เครือเนชั่น ได้ทุบโต๊ะประเด็นแรกถึงเรื่องการลาออกของ 4 รัฐมนตรีสังกัดพลังประชารัฐ อันประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.อุตสาหกรรม, นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พาณิชย์, นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายสุวิทย์ เมษินทรีย์ ที่ได้เข้าพบ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งและประกาศตัวทำงานการเมืองอย่างเต็มตัว

ซึ่งนายบากบั่น ได้ตั้งคำถามถึงประเด็นดังกล่าวว่า การที่ 4 รัฐมนตรีลาออกน่าจะเป็นครั้งแรกที่เป็นประวัติศาสตร์ของบรรดานักการเมือง จริงหรือไม่ ?

ทางด้านนายสมชาติ ตอบว่า จริง เพราะว่า ลาออกเนี่ยเป็นครั้งแรก ไม่มีนักการเมืองคนไหนเคยลาออกเลยตอนเลือกตั้ง โดย 4 คนนี้เนี่ย ลากออกจากตำแหน่งก่อนการเลือกตั้ง ทั้งที่ในแง่กฎหมายและรัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดไว้เลยว่าจะต้องออก และที่สำคัญทั้ง 4 คนนั้นไม่มีสิทธิ์ที่จะสมัครส.ส. เนื่อจากรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ว่า คนที่จะสมัครส.ส.นั้นจะต้องไม่อยู่ในแม่น้ำ 5 สาย ตั้งแต่รัฐธรรมนูญประกาศใช้ภายใน 90 วัน ซึ่งในช่วงนี้ทั้ง 4 คนก็ยังคงอยู่ในแม่น้ำ 5 สาย คือเป็นรัฐบาล เขาจึงไม่มีสิทธิ์สมัครส.ส. แต่สามารถมาเป็นกรรมการบริหารพรรคการเมือง ลงหาเสียง ลงพื้นที่ได้ ซึ่งในแง่กฎหมายที่ทางนักการเมืองที่เคยเป็นอดีตรัฐมนตรีเรียกร้องให้ออกจากตำแหน่งเพื่อแสดงสปิริตกัน ตอนสมัยที่ตนเองเป็นรัฐบาลก็ไม่เคยแสดงสปิริตเลย หากย้อนดูประวัติศาสตร์ทางการเมือง ก็จะพบว่า ไม่มี

นายบากบั่น ได้ระบุด้วยว่า การที่ 4 รัฐมนตรีลาออกนั้นถือเป็นคนกลุ่มแรก ที่ได้สร้างมาตรฐานใหม่ทางการเมือง และการลาออกครั้งนี้ก็มีผลกับตลาดมาก เพราะเมื่อวานวันเดียว เงินทุนได้เคลื่อนตัวเข้ามามากถึงประมาณ 4,000 ล้าน เนื่องจากมั่นใจว่ามีการเลือกตั้งแน่นอน

ด้านนายวีระศักดิ์ ระบุว่า นอกจากประเด็นข้างต้น ก็ได้มีความห่วงใยเล็กๆเกิดขึ้นมา เนื่องจาก 4 รัฐมนตรีถือเป็นแกนของเศรษฐกิจ และทั้ง 4 คนต่างเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจทั้งนั้น ในตอนที่ยังไม่ลาออกจากตำแหน่ง

ทั้งนี้เมื่อทั้ง 4 รัฐมนตรีลาออก บิ๊กตู่ จะต้องลาออกด้วยหรือไม่? ให้ย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์ ตั้งแต่สมัยของนายกฯ ชวน หลีกภัย ทักษิณ ชินวัตร อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จนมาถึงยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ทั้งหมดนี้ก็ไม่เคยมีใครลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเป็นการแสดงสปิริตมาก่อน ดังนั้น บิ๊กตู่ จึงไม่ต้องลาออก และมีเหตุผลอยู่ 2 อย่างที่บิ๊กตู่ยังไม่ออก คือ 1.ต้องอยู่จัดงานใหญ่ของประเทศ 2.สุดท้ายพรรคพลังประชารัฐจะเลือกบิ๊กตู่เป็นนายกฯเบอร์หนึ่ง และถ้าอยากเข้าไปอย่างสง่างาม บิ๊กตู่ จะต้องไม่ช่วยพรรคพลังประชารัฐในการหาเสียง

และในการเลือกตั้งครั้งนี้ ใครจะจับมือกับใคร?

นายสมชาติ ได้ระบุให้ทำความเข้าใจก่อนว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีส.ส.ได้แค่ 500 คน ดังนั้นใน 500 คนจะแบ่งสเปคไปให้แต่ละพรรคกี่คน อย่างไรนั้น จากการคาดการณ์ ให้แบ่งออกเป็นเป็น 3 กลุ่มการเมือง คือ กลุ่มที่1 พรรคเพื่อไทย ไทยรักษาชาติ เพื่อชาติ และประชาชาติ กลุ่มที่2 พรรคประชาธิปัตย์ และกลุ่มที่3 พรรคพลังประชารัฐ ซึ่งจากการคาดการณ์ ตนเชื่อว่าทั้งสามกลุ่มนี้จะได้ส.ส. 400 คน ถ้าพรรคขั้วของทักษิณได้ 200 ประชาธิปปัตย์จะได้ 120 พลังประชารัฐเหลือ 80 ตรงกันข้าม ถ้าพลังประชารัฐได้ 120 คุณทักษิณได้ 180 ประชาธิปปัตย์จะได้ 100 มันจะอยู่อย่างงี้เพราะว่า หนึ่งคนอื่นจะมาแทรกใน 400 คนนี้ไม่ได้เลย และสองคือ พื้นที่แย่งชิงพื้นที่เดียวกัน เวลาคนนึงได้เพิ่มอีกคนจะได้ลดลง ส่วนอีก 100 คน จะเป็นของพรรคการเมืองอื่นนอกจากนี้ และจะอยู่ภายในพรมแดนนี้ ไม่สามารถข้ามไปสู่ 400 คนได้

ทั้งนี้ 3 กลุ่มพรรคใหญ่ ก็มีความคาดหวังจำนวนที่นั่งส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งนี้คือ 1.ขั้วทักษิณหวังมากกว่า 200 ที่นั่ง 2.ขั้วประชาธิปัตย์หวัง 120 ที่นั่ง 3.ขั้วพลังประชารัฐหวัง 126 ที่นั่ง

และได้มีการพูดถึงเรื่องคณิตศาสตร์ทางการเมือง ในการจับมือกันตั้งรัฐบาลในแต่ละพรรคการเมืองว่า แบ่งออกเป็น 3 สูตรด้วยกันคือ

สูตรแรก 1+2 พรรคเพื่อไทย (พท.) จับมือกับพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อันนี้เป็นไปได้ ถ้าให้อภิสิทธิ์เป็นนายกฯ

สูตรสอง 1+3 พรรคพท. จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) อันนี้เป็นไปไม่ได้เลย เพราะ ทั้งสองฝ่ายต่างประกาศชัดเจนว่า ไม่มีทางรวมกันแน่นอน

สูตรสาม 2+3 พรรคปชป. จับมือกับพรรคพปชร. ซึ่งอันนี้เป็นไปได้มากที่สุด โดยที่ใครได้ที่นั่งมากกว่า คนนั้นก็เป็นนายกรัฐมนตรี

และจากสูตรทั้งสามนี้ จะต้องจับตามองดูว่า ใครจะได้อยู่ในลำดับที่สอง เพราะอย่างไร เพื่อไทยก็ถือว่ามีความนิยมมาเป็นอันดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่ที่สองคือใคร นี่คืออันดับที่สำคัญ เพราะว่าที่สองนั้น มีโอกาสที่จะได้เป็นนายกฯค่อนข้างสูง โดยหากมองดูจะพบว่าตอนนี้ "พรรคประชาธิปปัตย์" มีอำนาจในการต่อรองอยู่มากทีเดียว

-

192.168.52.213