Search

วันจันทร์ ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2562
live
ปรับขนาดตัวอักษร

ศึกภายในพรรคประชาธิปัตย์ ท่าทางจะไม่จบลงง่าย ๆ โดยเฉพาะ ปัญหาในเขต 1 จังหวัดชุมพร ที่ยังไม่ลงตัวของผู้สมัคร เนื่องจากทางพรรคจะไม่ส่งทางด้านนายชุมพล จุลใส หรือลูกหมี โดยอ้างว่าไม่มีความชัดเจนทางการเมือง เนื่องจากนายสุพล จุลใส หรือลูกช้าง พี่ชายนายชุมพล และเป็นนายกอบจ.ชุมพรลงสมัครในนามพลังประชาชาติไทย(รปช.) ทำให้พรรคไม่อยากส่งทางด้านนายชุมพล ลงไปแข่งกันเองกับทางด้านพี่ชายและได้ให้นายชุมพล ขอร้องพี่ชายไม่ให้ลงแข่งกับทางพรรคประชาธิปัตย์

ล่าสุดทางด้าน นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ดูแลภาคใต้ กล่าวถึงปัญหานายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร ที่ออกมาเปิดใจว่า ถูกพรรคบีบไม่ให้ลงสมัครส.ส.ชุมพรโดยอ้างว่า นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ยังอยู่คนละขั้ว ว่า เรื่องนี้ได้คุยกันอย่างละเอียดแล้วในที่ประชุมกรรมการบริหาพรรค (กก.บห.) ซึ่งกรณีของนายอภิสิทธิ์ และนายสุรนันทน์ ก็มีคนหยิบยกขึ้นมาพูดว่า ประเด็นนี้อาจจะมีคนหยิบมาเป็นประเด็นว่าทำไม ซึ่งนายอภิสิทธิ์ก็ชี้แจงให้เข้าใจแล้ว ซึ่งก็ไม่ได้ลงในเขตเดียวกันไม่ได้เป็นพี่น้องท้องเดียวกัน

แต่กรณีของนายชุมพล แม้จะลงคนละเขต แต่มีข้อเท็จจริงว่าคนของเรา อาจจะมีส่วนในการสนับสนุนในการช่วยผู้สมัครต่างพรรค คือนายสุพล จุลใส พี่ชายเขา แต่นายอภิสิทธิ์ไม่ได้มีข้อเท็จจริงตรงนั้น หรือกรณีนายอัศวิน วิภูศิริ รองหัวหน้าพรรค ที่ลูกชายคือนายชาญวิทย์ วิภูศิริ ที่ไปอยู่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ก็ไม่มีข้อเท็จจริงว่า นายอัศวินไปสนับสนุนผู้สมัครต่างพรรคชัดเจนอย่างนั้น แต่ของนายชุมพลมีข้อเท็จจริงที่ชัดกว่ากรณีอื่นที่น่าจะสนับสนุนพี่ชาย ซึ่งทุกคนก็รับฟังและโน้มเอียงไปทางนั้น เราจึงมีมติให้นายชุมพลไปเคลียร์ให้ชัดเจน

ซึ่งเรื่องดังกล่าว นอกจากทางด้านนายชุมพล อาจจะไม่ได้ลง ส.ส.เขตแล้ว ยังอาจจะไม่ได้ลงในระบบบัญชีรายชื่ออีกด้วย  โดยทางด้านนายนิพิฎฐ์ ให้เหตุผลว่า เลยเวลามาแล้ว เพราะนายชุมพลไม่ได้สมัครบัญชีรายชื่อไว้ นายชุมพลก็หลุดจากการสมัครรับเลือกตั้งครั้งนี้ ซึ่งพรรคก็ต้องให้เขาเลือก และเขาก็ต้องเห็นใจพรรคด้วย และพรรคก็ให้โอกาสแล้วไม่ใช่ไม่ให้โอกาส

"ลูกช้างตอนลงนายกฯ อบจ.ชุมพร ก็ลงในนามประชาธิปัตย์ สวมเสื้อประชาธิปัตย์ แล้ววันนี้ไปลงพรรคอื่น อย่างนี้ใช้ไม่ได้ ส่วนลูกหมีเขาบอกแล้วว่า ไม่ได้ลงสมัครก็ยังอยู่พรรคประชาธิปัตย์ ดังนั้นเมื่อยังเป็นสมาชิกพรรคอยู่ เขาจะไปช่วยคนอื่นไมได้" 

แน่นอนว่าเวลานี้ พรรคประชาธิปัตย์ คงจะไม่ส่งชุมพล จุลใส ลง ส.ส. ตามคำกล่าวอ้างของทางด้านรองหัวหน้าพรรคที่ดูแลพื้นที่ภาคใต้ จึงเห็นได้ว่าเวลานี้ความขัดแย้งในพรรคประชาธิปัตย์ ระอุกันเลยทีเดียว ดังนั้นศึกในยังคุกกรุ่นขนาดนี้ ประชาธิปัตย์ จะมีเวลาในการจัดการปัญหากับศึกนอกพรรคได้อย่างไร จนทำให้หลายคนคาดการณ์ว่า ในการเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์ คงจะยากลำบากมากกว่าทุกครั้งในการที่จะได้ที่นั่งในสภาฯ มาเป็นอันดับที่ 2 เหมือนที่ผ่านมาหรือ จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ยิ่งอยู่ภายใต้การนำของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ที่หลายคนมองว่ากำลังล้างบางขั้วตรงข้ามอย่างหนัก และที่ผ่านมานำพาพรรคลงสมัครรับเลือกตั้ง 2 สมัย ก็พ่ายแพ้มาทั้งสองสมัย มีหรือครั้งนี้จะพาพรรคให้ชนะได้ ท่วมกลางการแข่งขันที่สูงยิ่ง

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ  หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงการเลือกตั้งว่า ยังไม่ฟันธงถึงการตั้งเป้ากวาดเก้าอี้ ส.ส.ในการเลือกตั้งครั้งหน้าจะได้จำนวนเท่าไหร่ เนื่องจากมีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยขอเวลาดูช่วงเปิดรับสมัครก่อนว่าจะมีพรรคการเมือง ผู้สมัครจำนวนเท่าไหร่ เพราะเท่าที่ฟังดูแม้จะมีพรรคการเมืองที่จดทะเบียนแล้ว 90 กว่าพรรค แต่พรรคที่สามารถส่งผู้สมัครได้จำนวนมาก ไม่ได้มีเยอะขนาดนั้น เนื่องจากกฎหมายมีข้อกำหนดมากมาย  อีกทั้งหลายพรรคประกาศชัดว่าจะไม่ส่งผู้สมัครครบทุกเขต  แต่หากคิดตามตัวเลขเดิมที่พรรคประชาธิปัตย์เคยได้ จำนวน 160 ที่นั่ง ด้วยการนำคะแนนดิบที่พรรคเคยได้ 9.8 ล้านเสียงมาเป็นฐาน และคำนวณตามระบบสัดส่วนปันส่วนผสมที่รัฐธรรมนูญกำหนด จะออกมาที่ 140 ที่นั่ง  แต่ครั้งนี้มีจำนวนคู่แข่งเพิ่มขึ้นมากก็ต้องดูว่าจะรักษาฐานเสียงไว้ได้แค่ไหน

"จำนวน140 ที่นั่งเป็นตัวเลขอ้างอิง หากเราทำได้เยอะกว่านี้ถือว่าประสบความสำเร็จพอสมควร แต่ถ้าถอยลงมาระดับหนึ่งคนก็คงไม่แปลกใจเพราะคู่แข่งเยอะ  แต่เราก็คงไม่ถอยเยอะ ผมว่าทางบวกมีมากกว่าทางลบ ผมมั่นใจได้เลยว่าเราไม่มีต่ำกว่าร้อยแน่นอน หน่วยงานไหนที่มาปรามาศว่าพรรคประชาธิปัตย์จะต่ำร้อยให้ไปดูแลพรรคที่อิงกับผู้มีอำนาจจะดีกว่า ว่าจะทำให้ถึงร้อยที่นั่งได้หรือเปล่า ที่ผมมั่นใจว่าเราจะได้เกินร้อยเพราะเรามีคำตอบให้กับประชาชนสำหรับประเทศหลังการเลือกตั้งที่ดี ผมว่าประชาชนไม่ต้องการอยู่ในสภาพแบบนี้ เขาไม่ต้องการวนเวียนอยู่กับการทุจริตคอรัปชั่น จนเกิดการปฏิวัติและ เราได้ทำการบ้านกับปัญหาเหล่านี้มาอย่างเต็มที่ เราจึงมั่นใจว่าเรามีคำตอบให้กับประชาชน เพราะนโยบายเราไม่ได้แช่แข็งอยู่ที่เดิมแต่มันเป็นไปตามสภาพปัญหาของประชาชนเป็นตัวตั้ง"

 ถามว่าหากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคได้ไม่ถึงจำนวนตามเป้าจะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตนเคยประกาศไปแล้วว่าหากไม่เกิน 100 เสียงตนพร้อมจะลาออกจากตำแหน่งหัวหน้าพรรค

 ส่วนที่มองกันว่าสังคมต้องการเปลี่ยนการเมืองแต่คนสมัครยังเป็นหน้าเดิม ไม่เปลี่ยน ทางพรรคมีตัวผู้สมัครหน้าใหม่ๆเพื่อเป็นตัวเลือกให้กับประชาชนหรือไม่ หัวหน้าพรรคปชป.กล่าวว่า ตนก็ยังไม่เห็นว่ามีพรรคไหนที่มีคนที่บอกว่าไม่เกี่ยวกับการเมืองเลย ส่วนใหญ่ล้วนเป็นคนเกี่ยวพันกับการเมืองทั้งนั้น แต่เป็นการเมืองแบบไหนเท่านั้น ดังนั้นผู้สมัครของเราก็ยังมีคนรุ่นใหม่ๆเข้ามาผสม ทั้งแบบเขตและปาร์ตี้ลีสต์ แต่เป็นคนรุ่นใหม่ที่จะเข้ามาทำงานร่วมกับคนที่มีประสบการณ์ภายใต้อุดมการณ์ที่สอดคล้องกับยุคสมัยใหม่ หากจะบอกว่าจะได้ของใหม่ต้องเปลี่ยนใหม่หมดตนก็ยังมองไม่เห็นว่ามีพรรคไหนที่มีพรรคใหม่จริงๆ แต่ต้องดูว่าพรรคไหนมีแนวคิดที่จะนำพาประเทศไปสู่สิ่งใหม่ๆ เผชิญกับปัญหาใหม่ๆได้

เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าคู่แข่งของพรรคประชาธิปัตย์จะเป็นพรรคพลังประชารัฐกับ พรรคเพื่อไทยใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ตอนนี้ทุกพรรคการเมืองถือว่าเป็นคู่แข่งทั้งหมด แต่เพื่อไทยนั้นถือว่าเป็นแชมป์เก่า มีฐานเสียงที่เป็นพื้นที่ที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นยังมีความได้เปรียบอยู่ แม้ขณะนี้จะไม่มีระดับหัวในการจ่ายท่อน้ำเลี้ยงได้มากมายเหมือนที่ผ่านมาก็ตาม เพราะบางคนหนีออกนอกประเทศ แต่ตนคิดว่าหากพรรคมีความพร้อมส่งผู้สมัครและ มีการประชาสัมพันธ์ที่ดี เขาก็สามารถเดินไปได้ในระดับหนึ่ง  ส่วนพลังประชารัฐก็เป็นคู่แข่งเช่นกัน เพราะยังมีอำนาจรัฐอยู่ในมือ 

ขณะนี้มีกลุ่มคนรุ่นใหม่ที่ถูกมองว่าเป็นทายาทสืบทอดอำนาจในพรรคประชาธิปัตย์ เช่น หลานนายอภิสิทธิ์ ลูกชายนายพนิต วิกิตเศรษฐ์ ลูกชายนายชวน หลีกภัย เป็นต้น นายอภิสิทธิ์ยืนยันว่า พรรคประชาธิปัตย์ไม่มีระบบสืบทอดอำนาจ กรณีของหลายชายตน ยืนยันได้ว่า ไม่ใช่ทายาททางการเมืองที่จะมาสืบทอดต่อจากตน เขาเดินมาสมัครที่พรรคด้วยตนเอง ที่ผ่านมาตนแทบจะไม่ได้พูดคุยกัน แต่ตนก็เปิดโอกาสให้เขาและคนรุ่นใหม่เต็มที่ เมื่อถามว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ยังไม่ใช่เดิมพันครั้งสุดท้ายในการเป็นหัวหน้าพรรคใช่หรือไม่ นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ไม่ทราบ ถ้าพรรคไม่ถึงร้อย ตนจะออกจากการเป็นหัวหน้าพรรค และรอฟังว่าหัวหน้าพรรคใหม่จะให้ตนทำหน้าที่ใดต่อไป ถามย้ำว่าหากสมาชิกพรรคโหวตให้กลับมาอีก นายอภิสิทธิ์ กล่าวย้ำว่า ถ้าพรรคได้ส.ส.ต่ำกว่า 100 คน ไม่เป็นหัวหน้าพรรคแล้ว เพราะถือว่าทำให้พรรคถดถอย จึงต้องรับผิดชอบเป็นธรรมดา

192.168.52.211