Search

วันจันทร์ ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

หลังจากสิ้นเสียงนกหวีดที่ราชมังฯ เมื่อวันพุธที่ผ่านมา "ทัพช้างศึก" เป็นอันต้องจอดเพียงรอบรองฯ ศึกอาเซียนคัพ 2018 หมดสิทธิ์คว้าแชมป์สมัยที่ 6 ซึ่งวันนี้เราจะมาวิเคราะห์สาเหตุ และถอดบทเรียน 5 ข้อ ที่ได้จากการตกรอบครั้งนี้ของทีมชาติไทย..

1.อาเซียนไม่หมู

เราคงได้รู้นิยามของคำนี้จริงๆ ตั้งแต่เกมรอบรองฯ ด้วยการบุกไปเสมอ มาเลเซีย 0-0 และกลับมาเสมอในบ้าน 2-2ตกรอบด้วยกฎอเวย์โกลเป็นอันต้องยุติเส้นทางคว้าแชมป์สมัยที่ 6 โดยทันที ด้วยฟอร์มการเล่นที่ต่ำกว่ามาตรฐาน หากเทียบกับรอบแรกที่เรายิงประตูคู่แข่งมากว่า 15 ลูก และเสียเพียง 3 ประตู มี 10 แต้ม เข้ารอบมาในฐานะทีมแชมป์ของ กลุ่มบี

แม้ว่าจากผลงาน และสกอร์ที่ออกมามันอาจะดูค่อนข้างห่างชั้นกับทีมร่วมสายอย่าง ติมอร์เลสเต , สิงคโปร์ , อินโดนีเซีย หรือกระทั่ง ฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นทีมเดียวที่แบ่งแต้มกับเราได้ แต่อันที่จริงหากจะมาวัดศักยภาพกับทีมเหล่านั้นก็คงจะพูดได้ไม่เต็มปากเท่าไหร่นัก..

เริ่มตั้งแต่ ติมอร์เลสเต ที่ถูกมองว่าเป็นทีมไม้ประดับในย่านนี้ โดยเสียไปถึง 19 ประตูในรอบแรก คงยากที่จะไปวัดอะไรได้ แม้เราจะถลุงไปถึง 7-0 ก็ตามต่อมาเป็น อินโดนีเซีย แม้ว่าชื่อชั้นดูจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับทีมไทย แต่อันที่จริงแล้ว อินโดฯ ชุดนี้ ยังไม่ใช่ชุดที่ดีที่สุด เนื่องจากว่า แข้งหลักยังคงอยู่ช่วยสโมสรในการขับเคี่ยวช่วงโค้งสุดท้ายของลีกาวัน

ถัดมาเป็น ฟิลิปปินส์ ทีมเบอร์หนึ่งของอาเซียน ซึ่งเป็นเกมเดียวในรอบแบ่งกลุ่มที่เราต้องออกไปเยือน ด้วยปัจจัยต่างๆทั้งเรื่องสนาม และโค้ชที่มีกุนซืออย่าง สเวน โกรัน อิริคสัน คุมทัพ แถมยังมีสไตล์เกมสวนกลับที่น่ากลัว จนแบ่งแต้มกับทีมไทย โดยได้ประตูในช่วงท้ายเกม ทำให้เราต้องกลับมาลุ้นจนถึงเกมสุดท้ายเกมสุดท้ายกับ สิงคโปร์ ทีมชุดนี้ถูกเปลี่ยนผ่านมาพอสมควร ส่วนลีกประเทศก็ดูซบเซา จนไร้สตาร์ดังเฉกเช่นในยุคปี 2012 ที่มีแข้งโอนสัญชาติมากมาย จนบุกมาคว้าแชมป์ได้ถึงในบ้านเรา.. แต่สกอร์ 3-0 ก็น่าจะทำให้แฟนบอลไทย ชื่นใจขึ้นมาได้บ้าง ก่อนเข้าสู่รอบรองฯ

และสำคัญที่สุดในรอบรอบฯ กับ มาเลเซีย ที่ บูกิต จาลิล สังเวียนเหย้าของเสือเหลือง ที่เรายังสะกดคำว่าชนะที่นี่ไม่เป็น ด้วยเสียงเชียร์จากแฟนเจ้าถิ่นกว่า 87,000 ในสนาม กดดันเราให้เราเล่นได้ต่ำกว่ามาตรฐาน จนเริ่มมีเสียงวิจารณ์ถึงแผนการเล่น ว่าเรากลัวเสียประตูและเน้นรับมากเกินไปหรือไม่ จากผล 0-0 เป็นเหตุที่เราจะต้องไม่เสียประตูในนัดที่สอง แต่ในนัดสองที่ราชมังฯ ทุกอย่างก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่เราคาดหวังไว้ ด้วยความมุ่งมั่นในการเข้าสู่รอบชิงฯ ของ มาเลเซีย ที่มีมากกว่า จนเห็นได้ชัดในแววตาของพวกเขา แม้กระทั่ง ราเยวัช ยังพูดออกมาเองในการแถลงข่าวหลังจบเกม

2.แท็คติก สไตล์ "ราเยบัส"

ฉายานี้ คงจะเหมาะสมที่สุดกับสไตล์การทำทีมของ มิโลวาน ราเยวัช กับทีมชาติไทยยุคนี้ ด้วยสไตล์การเล่นเน้นรับ เน้นผลการแข่งขัน อาจดูอึดอัดขัดตาแฟนบอลไทยพอสมควร โดยเฉพาะในยามที่เล่นเกมรับแล้วผลออกมาไม่เป็นใจอย่างเกมในรอบรองฯ กับ มาเลเซีย แน่นอนว่าในผลการแข่งขันทัวร์นาเมนต์นี้ เราอาจจะยังไม่แพ้ทีมใด แต่ผลลัพท์ท้ายที่สุดแล้วก็คือเราตกรอบ.. ซึ่งเห็นได้ว่าการไร้ 4 แข้งหลัก อย่าง ชนาธิป สรงกระสินธ์ , ธีรศิลป์ แดงดา , ธีราทร บุญมาทัน และกวินทร์ ธรรมสัจจานันท์ ส่งผลกับทีมอย่างมาก.. โดยเรื่องนี้ ราเยวัช เองก็ยืนยันไปแล้วก่อนหน้า ว่าจะไม่ใช้ทั้ง 4 ราย ในอาเซียนคัพ ซึ่งก็หวังว่า จากผลการตกรอบรองฯ กุนซือรายนี้ จะได้เห็นข้อบกพร่องต่างๆ และได้เห็นว่าใครสอบผ่าน-ไม่ผ่านบ้าง ก่อนถึงอีกหนึ่งทัวร์นาเมนต์ที่สำคัญช่วงต้นปีหน้า อย่าง เอเชียนคัพ 2019 รอบสุดท้าย ที่ยูเออี มิเช่นนั้นคงจะได้ถูกกระแสวิพากษ์ วิจารณ์ จากแฟนบอลอีกไม่น้อยเลยทีเดียว

3.ถ้วยแชมป์ที่ไม่ไกลเกินเอื้อม

แม้ว่าก่อนหน้านี้ ทางสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย และโค้ชราเยวัชเอง ก็เคยออกมาให้สัมภาษณ์ว่า เราจำต้องมองข้ามถ้วยใบนี้ เพื่อทดลองทีม และเป้าหมายที่ไกลกว่าในเอเชียนคัพ 2019 รอบสุดท้าย แต่อันที่จริงแล้วแชมป์เอเอฟเอฟ ซูซูกิคัพ 2018 ถือเป็นถ้วยรางวัลที่เราอาจเอื้อมได้มากที่สุด และเชื่อว่าแฟนบอลไทยส่วนใหญ่ก็คิดเช่นนั้น โดยเห็นได้จากกระแสแฟนบอลที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากนักแรกกับ ติมอร์เลสเต ที่มีแฟนเข้าชมเพียง 8,764 คน จนเกมสุดท้ายกับ มาเลเซียที่ราชมังฯ ซึ่งในเกมนั้นมีแฟนบอลเข้าชมถึง 46,157 คน เห็นได้ชัดว่า พวกเขาคาดหวังที่จะให้ "ทัพช้างศึก" ขยับเข้าไปคว้าแชมป์อาเซียน สมัยที่ 6 ให้ได้

4.อดิศักดิ์ ไกรษร

ก่อนที่ลูกฟุตบอลจะลอยข้ามคานออกไปจากการยิงจุดโทษไม่เข้า ในใจของ อดิศักดิ์ คงเต็มไปด้วยความกดดันที่ต้องแบกรับจากทั้งแฟนบอล 46,000 คนในสนาม และอีกนับสิบล้านคนที่ดูอยู่ทางบ้าน.. คำว่า "ฮีโร่" และ "แพะรับบาป" ถูกกั้นเอาไว้ด้วยเส้นบางๆ ในวินาทีนั้นคงไม่มีใครต้องการให้ชาติของตัวเองต้องพ่ายแพ้.. ความมั่นใจที่กำลังกลับมา ด้วยการยิงไป 8 ประตู นำดาวซัลโวในทัวร์นาเมนต์ หลังจากพักรักษาอาการบาดเจ็บไปนานครึ่งปี คงจะหายไปไม่น้อย และคนที่นอนไม่หลับในค่ำคืนนั้นที่ "ฉัตรชัย" พูดไว้ก่อนเกม ก็คงจะเป็น "อดิศักดิ์" นี่แหละ.. เชื่อว่าหากแลกกันได้ระหว่างตำแหน่งดาวซัลโว กับการพาทีมชาติไทยเข้าสู่รอบชิงฯ อดิศักดิ์ก็คงจะเลือกอย่างหลังเป็นแน่

5.ศรัทธาแฟนบอลไทย

กระแสวิจารณ์ในโลกโซเซียล ส่วนใหญ่โจมตีสไตล์การทำทีมของ ราเยวัช ที่เน้นรับจนเกินไป.. บางคนไปเข้าแถวรอซื้อตั๋วแต่เช้า บางคนถึงขั้นนั่งรถมาไกลจากต่างจังหวัด ค่าใช้จ่ายก็หลักพันบาท เพื่อหวังจะเห็นทีมชาติไทยทำผลงานที่ดี.. ซึ่งสิ่งเหล่านี้เรียกว่า "ศรัทธา" ทั้งที่อยู่ในสนาม 46,157 คน และอีกนับสิบล้านคนที่ส่งแรงใจเชียร์อยู่ทางบ้าน.. จากนัดแรกกับติมอร์จนถึงเกมกับมาเลเซีย เห็นได้ว่าศรัทธาของแฟนบอลไทยกำลังกลับมาและเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นไปได้เหมือนกันที่ "ศรัทธา" เหล่านี้จะหายไปอย่างรวดเร็ว หากสมาคมฯยังไม่เร่งแก้ไขข้อบกพร่องที่เกิดขึ้น..

เพราะถึงวันนั้นคงต้องมาถามหากันว่า ใครควรต้องรับผิดชอบในเรื่องนี้..

192.168.52.211