Search

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2562
live
ปรับขนาดตัวอักษร

สหรัฐ-จีนตกลงกันไม่ได้ในเวที่ประชุมสุดยอดเอเปก ปิดฉากลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วมของผู้นำ นับเป็นครั้งแรกตั้งแต่การก่อตั้งเมื่อปี 1989 ขณะที่สี จิ้นผิง กล่าวสุนทรพจน์ตอกย้ำการเปิดกว้างและการร่วมมือกันเท่านั้นที่จะสามารถสร้างโอกาสและการพัฒนาให้ยั่งยืนได้ โดยเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันมร้างระบบการค้าพหุภาคี พร้อมปกป้องนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่มีวาระแอบแฝงหรือซ่อนเร้น แต่เป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ตรงไปตรงมา เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายของระบบการคมนาคมโลก

ส่วนไมค์ เพนซ์ ใช้ที่ประชุมเอเปกกล่าวโจมตีจีนด้วยท่าทีแข็งกร้าว กล่าวหาจีนสร้างกับดักหนี้ต่อประเทศที่เข้าร่วมในโครงการเส้นทางสายไหมใหม่ ประกาศผนึกญี่ปุ่น และอินเดีย พร้ิอมร่วมลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานแข่งกับจีน

1. การประชุมสุดยอดความร่วมมือทางเศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (เอเปก) ปิดฉากลงโดยไม่มีแถลงการณ์ร่วมของผู้นำอย่างเป็นทางการเป็นครั้งแรกในประวัติรอบ 25 ปี เนื่องจากความขัดแย้งทางการค้าระหว่างสหรัฐและจีน จากปัญหาสงครามการค้าที่ยังคงตึงเครียดในขณะนี้

ปีเตอร์ โอนีล นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี ในฐานะเป็นเจ้าภาพและประธานการประชุม กล่าวว่า เป็นเพราะ 2 ยักษ์ใหญ่ในห้องประชุมแห่งนี้ ไม่สามารถตกลงอะไรกันได้ จนนำไปสู่การไม่สามารถออกแถลงการณ์ร่วมอย่างเป็นทางการได้ แต่จะมีการออกแถลงการณ์ของประธานการประชุมสุดยอดเอเปกในภายหลัง

อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีปาปัวนิวกินี กล่าวในช่วงปิดการประชุม ว่า การประชุมเอเปกจะพยายามให้เกิดการค้าที่เสรีและเปิดกว้าง ในภูมิภาคภายในปี 2020

2. การประชุมเอเปกจัดขึ้นเป็นเวลา 2 วัน ที่ปาปัวนิวกินี ซึ่งถือเป็นครั้งแรกได้ปิดฉากลงโดยไม่มีฉันทามติเพื่อการออกแถลงการณ์นับตั้งแต่เริ่มมีการประชุมเอเปกเมื่อปี 1993 โดยที่สหรัฐและจีนมีความคิดเห็นไม่ลงรอยกันในการออกแถลงการณ์ร่วมของการประชุม

สัญญาณล่าสุดของการประชุมเอเปกบ่งชี้ว่า สงครามการค้าระหว่างสหรัฐและจีนจะไม่สามารถยุติลงภายในเร็ววันนี้ รวมไปการที่ไม่อาจจะคาดหวังว่า การนัดหมายพลปะกันของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ในเวทีนอกรอบของการประชุม G-20 ที่อาร์เจนตินาในปลายเดือนนี้ จะสามารถบรรลุข้อตกลงเพื่อยุติสงครามการค้าได้

3. ไมค์ เพนซ์ รองประธานาธิบดี และในฐานะตัวแทนของผู้นำสหรัฐที่เข้าร่วมประชุมเอเปกครั้งนี้ เปิดฉากโจมตีนโยบายหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง: (One Belt And One Road) หรือเส้นทางสายไหมใหม่ของจีน ว่า เป็นกับดักของจีน และยังเป็นกับดักที่ทำให้ประเทศต้องติดกับดักหนี้ไปด้วย ซึ่งในขณะนี้สหรัฐร่วมมือกับญี่ปุ่น และอินเดีย ในการพัฒนาโครงสร้างสร้างพื้นฐาน ในภูมิภาคนี้ จึงเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกร่วมมือกับสหรัฐและพันธมิตรแทนที่จะไปติดกับดักของจีน

ขณะที่ผู้นำจีนกล่าวปกป้องนโยบายเส้นทางสายไหมใหม่มีวาระแอบแฝงหรือซ่อนเร้น เนื่องจาก One Belt And One Road ซึ่งเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ที่ตรงไปตรงมา เพื่อเชื่อมต่อเครือข่ายของระบบการคมนาคมโลกทั้งทางบก เรือ และอากาศ เพื่อการขยายตัวในเส้นทางการค้าของโลก โดยที่จีนเป็นผู้บุกเบิก

4. ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ได้กล่าวสุนทรพจน์ในระหว่างการประชุมเอเปก โดยไร้ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีวลาดิมีร์ ปูติน มาร่วมประชุมด้วย ว่า การที่มีความพยายามจะให้จีนก้มหัว หรือสกัดนโยบายพัฒนาโครงการ Made In China 2025 ของสหรัฐ เป็นสิ่งที่ไม่มีทางที่จะทำได้

นอกจากนี้ ผู้นำจีนยังกล่าวว่า การเปิดกว้างและการร่วมมือกันเท่านั้นที่จะสามารถสร้างโอกาสและการพัฒนาให้ยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น พร้อมกับนั้นยังได้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมมือกันในการปกป้องระบบการค้าพหุภาคี ซึ่งถือเป็นหลักการขององค์การการค้าโลก (WTO)

พร้อมกับย้ำว่า ประเทศใดก็ตามที่ดำเนินนโยบายกีดกันทางการค้าจะต้องเผชิญกับความล้มเหลว เพราะในสงครามการค้าจะไม่มีใครเป็นผู้ชนะ

5. ทางด้านไมค์ เพนซ์ ยังได้กล่าวโจมตีจีนว่า จีนดำเนินนโยบายการค้าที่ไม่เป็นธรรม และสหรัฐจะไม่ยุติการใช้มาตรการการค้ากับจีน จนกว่าจีนจะเปลี่ยนแปลงนโยบายการค้าให้มีความยุติธรรม

ที่ผ่านมาสหรัฐได้ดำเนินมาตรการที่จริงจังในการแก้ไขภาวะไร้สมดุลทางการค้ากับจีน ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนคิดเป็นมูลค่า 250,000 ล้านดอลลาร์ และจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มขึ้นอีกเป็นเท่าตัว

ทั้งนี้ สหรัฐเตรียมการเพิ่มภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนมูลค่า 200,000 ล้านดอลลาร์จากอัตรา 10% เป็น 25% ในช่วงต้นเดือนมกราคม 2019 หากว่าการเจรจากับจีนไม่สามารถบรรลุข้อตกลงทางการค้าฉบับใหม่ได้ โดยที่มีแผนต่อไปคือ การเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนอีกระลอกใหญ่เป็นมูลค่า 267,000 ล้านดอลลาร์ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้นำสหรัฐได้ปรพกาศขู่ไว้ในช่วงก่อนหน้านี้

บทความล่าสุด

192.168.52.211