Search

วันจันทร์ ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

หากจะพูดถึงความเคลื่อนไหวทางการเมืองในขณะนี้ ฟากฝั่งที่เคลื่อนไหวได้อย่างสะดวกสบายใจ ก็คงเป็นฟากฝั่งของรัฐบาลและผู้สนับสนุนรัฐบาล ถ้าไล่เรียงดูกันถึงผู้ที่สนับสนุนให้ "บิ๊กตู่" พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. เป็นนายกฯ ต่ออีกสมัยหลังการเลือกตั้งครั้งหน้าและสานฝันสืบอำนาจของคสช.ให้ยังคงอยู่ต่อไป

หากหลับตาให้เห็นภาพง่ายๆ ขณะนี้ก็คงแบ่งออกได้เป็น 3 ก๊ก คือ ก๊กฝ่ายการเมือง ก๊กพรรคการเมือง ก๊กกลุ่มการเมือง ที่ออกตัวอย่างชัดเจน

"ก๊กพรรคการเมือง" ก็คงหนีไม่พ้น พรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ภายใต้การถือธงนำของ "หม่อมเต่า" ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค และสุเทพ เทพสุบรรณ ผู้ไม่มีตำแหน่งแต่เป็นผู้ขับเคลื่อน ซึ่งพรรคนี้ก็ชัดเจนว่าแปลงร่างจากกลุ่มการเมือง คือ กปปส.ผู้ปูทางให้คสช.ได้ออกมายึดอำนาจและครองอำนาจมาจนถึงทุกวันนี้

"ก๊กกลุ่มการเมือง" ก็คงหนีไม่พ้น "กลุ่มสามมิตร" ภายใต้การนำ "สมศักดิ์ เทพสุทิน, สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ, สมคิด จาตุศรีพิทักษ์" เจ้าของเครื่องดูดพลังช้างสาร ที่ล้วนแล้วแต่เป็นมือเก๋าการเมือง และล้วนแล้วแต่เคยเป็นคนแวดล้อมทำงานใกล้ชิดกับ "ทักษิณ ชินวัตร" นายใหญ่แห่งพรรคเพื่อไทย แต่วันนี้กระโดดออกมาอยู่ฝั่งตรงข้าม เดินสายหาดูดอดีตผู้สมัคร อดีตส.ส.ออกมาจากพรรคเพื่อไทย เพื่อมาหนุน บิ๊กตู่"

"ก๊กฝ่ายการเมือง" ก็คือตัวของ "บิ๊กตู่หรือรัฐบาล และแม่น้ำทั้ง 5 สาย" ที่เริ่มตั้งแต่ออกแบบกฎหมาย เขียนกติกา ที่ต่างถูกมองว่า ทำให้ได้เปรียบทุกประตู เพื่อปูทางให้ "พล.อ.ประยุทธ์" ได้กลับมาเป็นนายกฯ อีกครั้ง เพื่อสกัดคู่แข่ง หรือแม้แต่การลงพื้นที่ต่างๆ ของครม.ก็ถูกมองว่าล้วนแล้วแต่มีนัยในการหาเสียงหรือเตรียมการเลือกตั้งครั้งต่อไปทั้งสิ้น

ทั้ง 3 ก๊ก มีเป้าหมายเดียวคือ ชนะการเลือกตั้งครั้งหน้าและสกัดพรรคเพื่อไทยไม่ให้ชนะการเลือกตั้ง ต่างก๊กต่างมีหน้าที่ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเพิ่มมวลชน ดูด ส.ส.เพิ่มคะแนน ออกกติกาตัดคะแนนของพรรคเพื่อไทย 3 ก๊กต่างแยกกันเดิน แต่ก็รวมกันตี

ป้อมปราการใหญ่ อย่างพรรคเพื่อไทย ต้องยอมรับว่าเหนื่อยอย่างแน่นอนในการเลือกตั้งครั้งที่จะถึง เพราะตอนนี้ก็เปรียบเหมือนเป้านิ่งๆ แทบจะขยับอะไรไม่ได้และไม่มีเพื่อนร่วมรบเลย จะมีก็แต่กองหนุน ที่เดินด้วยกันมาคือกลุ่มนปช.หรือเสื้อแดง ที่ก็ยังไม่สามารถส่งกองหนุน กองเชียร์มาได้เหมือนเดิม

แม้จะโดนรุมถล่มอย่างหนัก แต่ในส่วนของพรรคเพื่อไทยเอง ก็ยังเชื่อว่า ป้อมปราการแข็งแกร่ง แข็งแรงมากพอ จะไม่ทำให้เกิดผลกระทบกับพรรคเพื่อไทยมากนัก ซึ่งขุนศึกของพรรคประเมินว่า

หากมองก๊กแรก พรรครปช.ที่แปลงร่างจากกลุ่มกปปส.ของ สุเทพ เทือกสุบรรณ แทบไม่มีผลอะไรกับพรรคเพื่อไทย เพราะหากพรรครปช. ส่งตัวผู้สมัครส.ส.ส่วนใหญ่หรือทั้งหมดก็เป็นพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะใน จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งฐานเสียงก็เป็นฐานเดียวกับพรรคประชาธิปัตย์ หรือแม้กระทั่งมวลชน กปปส. ที่เคยออกมาชุมนุมเดิม ก็มีความรู้สึกผิดหวังกับ พล.อ.ประยุทธ์ ทำให้ไม่เอา พล.อ.ประยุทธ์หรือรัฐบาลชุดนี้อีกเหมือนกัน ทำให้อาจมีคะแนนในส่วนนี้มาเพิ่ม

และมีข่าววงในแว่วๆ มาว่า หากพื้นที่ไหนโดยเฉพาะในพื้นที่สุราษฎร์ธานี ที่มั่นใจว่าพรรครปช.จะได้ ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์เตรียมส่งแม่ทัพใหญ่ระดับ ชวน หลีกภัย ไปตั้งเวทีปราศรัยใหญ่ประกบในพื้นที่นั้นๆ เลยเพื่อแข่งและแย่งเอาส.ส.มาให้ได้ 

สุดท้ายพวกเขาก็ยังเชื่อว่า ทั้ง "รวมพลังประชาชาติไทย" และ "ประชาธิปัตย์" ก็จะจับมือกันตั้งรัฐบาลในที่สุด เพราะคือเนื้อเดียวอยู่แล้ว จึงไมมีผลอะไรกับพรรคเพื่อไทยเลย

ส่วนก๊กที่สอง กลุ่มสามมิตร ที่ถือว่าสร้างความฮือฮาได้ไม่น้อย ในการเปิดตัวช่วงแรก ในการเดินสายดูด และก็ยังคงเดินสายดูดอย่างต่อเนื่อง แต่ในขณะนี้ทุกอย่างเริ่มนิ่งแล้วและเริ่มชัดแล้วพอสมควรว่า ใครจะอยู่ใครจะไป และที่เครื่องดูดพลังช้างสาร ดูดติดไปส่วนใหญ่ ก็เป็นขุนศึกแถว 2 แถว 3 เกือบทั้งหมด จึงไม่มีผลกับแนวรบของพรรคเพื่อไทยมากนัก แม้จะส่งผลดีกับคะแนนบัญชีรายชื่อของคสช. แต่ก็ไม่มีผลกระทบหรือผลคะแนนกับพรรคเพื่อไทยมากนัก และเชื่อว่าก็เป็นการประโคมข่าว ตีข่าว สร้างราคา สร้างมูลค่าเพื่อต่อรองกับคสช.เท่านั้น

ที่สร้างผลกระทบกับป้อมพรรคเพื่อไทยจริงๆ น่าจะเป็นก๊กที่สาม คือ เรื่องของกติกาที่ออกมา 

แหล่งข่าวระบุว่า "อันนี้ถือว่า มีผลเต็มๆ อย่างปฎิเสธไม่ได้ ในขณะนี้ คสช.ยังไม่ปลดล็อกพรรคการเมือง นี่ก็คือปัญหาใหญ่สุดๆ ในตอนนี้ เพราะอย่าลืมว่า ในขณะนี้ปัญหาของพรรคเพื่อไทย คือ ความไม่ชัดเจนในเรื่องของแม่ทัพใหญ่ ที่จะมาถือธงนำบรรดาขุนศึกออกรบ"

หากมีการปลดล็อกพรรคการเมือง เลือกแม่ทัพคนใหม่ได้ เมื่อมีแม่ทัพ อะไรๆ ก็จะเริ่มชัดเจนขึ้น จะสามารถจัดทัพ เลือกนักรบ นายกองในแต่ละพื้นที่ ว่าใครจะลงจุดไหน ใครมีหน้าที่อะไร ต้องทำอะไร

เพราะในขณะนี้ถือว่าทุกคนเท่ากันหมด ไม่มีใครมีอำนาจเหนือใคร ทุกอย่างเลยดูเหมือนกระจัดกระจายอยู่ หากปลดล็อกพรรคการเมือง ทุกอย่างจะเริ่มจัดระเบียบได้ ไม่ต้องมีถกเถียงกัน ว่าจะเชื่อใครดี เชื่อกลุ่มก๊วนไหน คนไหนใกล้ชิด ไม่ใกล้ชิด เมื่อมีแม่ทัพ ทุกอย่างจบ

และพอจัดระบบระเบียบทุกอย่างได้ ก็จะได้เริ่มวางแผน วางขุนพล ขุนศึก เตรียมตัวสู้ศึกเลือกตั้งได้อย่างเต็มที่ ซึ่งเรื่องนี้ผู้มีอำนาจก็น่าจะรู้ดี จึงยังไม่ให้มีการปลดล็อก ต้องเตรียมทุกอย่างให้พร้อมก่อน เพราะเป้าหมายคือ ต้องทำทุกวิถีทางให้ชนะการเลือกตั้งให้ได้

แต่อะไรก็สามารถเกิดขึ้นได้หมด หากการเลือกตั้งครั้งหน้า เพื่อไทยเกิดได้คะแนนมามาก แต่ยังไม่ถึงครึ่งหนึ่ง ก็เชื่อว่า พรรคขนาดกลาง อย่าง พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคภูมิใจไทย ก็พร้อมที่จะหันมาจับมือกับพรรคเพื่อไทย เพราะทั้งสองพรรคก็ต่างมีความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อไทยอยู่ตลอด ไล่ตั้งหัวหน้าพรรคทั้งสองพรรค

แต่สิ่งแรกที่เพื่อไทยขอตอนนี้คือ "ปลดล็อกพรรคการเมือง" ก่อน แล้วความชัดเจนทุกอย่างจะตามมา

ADD FRIEND SUBSCRIBE

192.168.52.211