Search

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

จีนส่งสัญญาณแนวโน้มที่จะมีการเจรจาการค้ากับสหรัฐรอบ 3 หลังทรัมป์ สั่ง USTR ให้เรียกเก็บภาษีนำเข้าจีนเพิ่มอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ในอัตรา 10% ซึ่งคาดว่าจะมีการนำมาใช้บังคับในเดือนกันยายนนี้

ด้านวุฒิสภาสหรัฐมีมติ 88-11 ระบุบทบัญญัติให้เป็นอำนาจของสภาคองเกรสในการให้ความเห็นชอบต่อการใช้อำนาจของประธานาธิบดีที่จะประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงของสหรัฐ

นอกจากนี้ ผู้นำสหรัฐทรัมป์ยังเปิดศึกวิพากษ์แองเกลา เมอร์เคิล ผู้นำของเยอรมนี โดยกล่าวโจมตีเยอรมนีที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียมากเกินไป ซึ่งส่งผลให้ถูกควบคุมโดยรัสเซีย ขณะที่ทำการที่เยอรมนีได้สมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

1. จีนและสหรัฐมีแนวโน้มที่จะเปิดการเจรจาเพื่อหาทางยุติสงครามการค้าอีกครั้ง หลังจากที่ต้องพบกับความล้มเหลวในการเจรจา 2 ครั้งก่อนหน้านี้ ขณะที่ทีมงานทำเรียบขาวของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้เปิดเผยถึงมาตรการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนเพิ่มขึ้นอีก 200,000 ล้านดอลลาร์ ในอัตราภาษี 10% จำนวน 6,031 รายการ ที่ทำให้รัฐบาลจีนออกมาประท้วงการกระทำของสหรัฐที่คาดว่าจะนำมาใช้บังคับในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งทางการจีนเตือนว่าจะใช้มาตรการตอบโต้เช่นกัน

โดยหวัง ชูเหวิน รัฐมนตรีช่วยพาณิชย์ของจีน ได้เรียกร้องให้สหรัฐร่วมแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการค้าที่กำลังดำเนินอยู่ในขณะนี้ ผ่านการเจรจาทวิภาคี ขณะที่มีรายงานก่อนหน้านี้ว่าทีมงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ก็พร้อมที่จะหันหน้าเจรจากับจีนเช่นกัน หลังจากที่การเจรจา 2 ฝ่ายประสบความล้มเหลวในการประชุมครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

2. วุฒิสภาสหรัฐมีมติ 88-11 ระบุบทบัญญัติให้เป็นอำนาจของสภาคองเกรสในการให้ความเห็นชอบต่อการใช้อำนาจของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่จะประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ เนื่องจากเหตุผลด้านความมั่นคงของสหรัฐ

ความเคลื่อนไหวของวุฒิสภาในครั้งนี้ หวังควบคุมการใช้อำนาจของประธานาธิบดีทรัมป์ ในการเรียกเก็บภาษีนำเข้าจากประเทศต่างๆ นั้น ควรต้องได้รับการเห็นชอบจากสภาคองเกรสก่อน ทั้งนี้ วุฒิสมาชิกรัฐแอริโซนาของพรรครีพับลิกัน ชี้ว่าเพื่อป้องกันไม่ให้ประธานาธิบดีทรัมป์ใช้อำนาจในทางที่ผิด รวมทั้งผลักดันให้สภาคองเกรสเข้ามามีบทบาทมากขี้น

3. นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ได้เรียกร้องให้ประเทศสมาชิกองค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) เพิ่มการจ่ายเงินสมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO เพิ่มขึ้นอีก 1 เท่าตัวสู่ระดับ 4% ของ GDP เพิ่มขึ้นจากระดับ 2% ในปัจจุบัน โดยทรัมป์อ้างว่า ประเทศสมาชิก NATO ในยุโรปได้ผลประโยชน์จาก NATO มากกว่าที่สหรัฐได้รับมาก

ท่าทีของประธานาธิบดีทรัมป์ครั้งนี้ บ่งชี้ถึงการเดินหน้าตามนโยบาย America First หรือ America Great Again ได้วิพากษ์วิจารณ์พันธมิตรชาติยุโรปหลสยาาติใน NATO ที่ทำการเอาเปรียบสหรัฐ ด้วยการจ่ายเงินสมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO น้อยกว่าสหรัฐ ในขณะที่สหรัฐต้องจาดดุลการค้าของสหภาพยุโรปถึงปีละ 152,000 ล้านดอลลาร์

โดยที่ผ่านมา ประเทศสมาชิก NATO ในยุโรปได้สมทบเงินค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมได้กำหนดไว้ในอัตรา 2% ของ GDP แต่จะมีเพียง 8 ประเทศสมาชิก NATO ที่มีการจ่ายเงินสมทบด้านกลาโหมตามกำหนดภายในในสิ้นปีนี้ ขณะที่อีก 15 ประเทศจะจ่ายเงินสมทบตามเกณฑ์ได้ภายในปี 2024

4. ประธานาธิบดีทรัมป์ยังเปิดศึกวิพากษ์แองเกลา เมอร์เคิล ผู้นำของเยอรมนี โดยกล่าวโจมตีเยอรมนีที่พึ่งพาพลังงานจากรัสเซียมากเกินไป ซึ่งส่งผลให้ถูกควบคุมโดยรัสเซีย ขณะที่ทำการที่เยอรมนีได้สมทบค่าใช้จ่ายด้านกลาโหมของ NATO ต่ำกว่าที่ควรจะเป็น

โดยที่ประธานาธิบดีทรัมป์ระบุว่า ข้อตกลงน้ำมันและก๊าซที่เยอรมนีทำกับรัสเซีย ได้ทำให้รัสเซียมีอิทธิพลต่อเยอรมนีมากเกินไป ขณะที่โครงการก่อสร้างท่อน้ำมันมีการใช้วงเงินลงทุนถึง 11,000 ล้านดอลลาร์ก็ไม่มีความเหมาะสม โดยที่เยอรมนีได้ถูกรัสเซียควบคุมอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากจะได้รับพลังงานจากรัสเซีย 60-70% จากการสร้างท่อส่งน้ำมันใหม่

5. ทำให้แองเกลา เมอร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี ออกมาตอบโต้ว่า เยอรมนีไม่ได้ถูกควบคุมโดยรัสเซีย เพราะเยอรมนีเป็นประเทศที่มีอิสระด้านการกำหนดนโยบาย รวมทั้งการตัดสินใจ นอกจากนี้ เยอรมนีเป็นประเทศที่ส่งกำลังทหารมากที่สุดเป็นอันดับ 2 ของ NATO โดยที่ผ่านมาได้เข้าร่วมปฏิบัติการทหารกับสหรัฐที่อัฟกานิสถาน

นอกจากนี้ เออร์ซูลา ฟอน เดอร์ เลเยน รัฐมนตรีกลาโหมเยอรมนี กล่าวว่า เยอรมนีเป็นประเทศที่สามารถตัดสินใจด้านพลังงานอย่างอิสระ โดยมีการกระจายแหล่งพลังงาน และการที่ยังไม่ได้จ่ายสมทบด้านกลาโหมของ NATO ตามเกณฑ์ที่ระบุไว้ เพราะต้องใช้งบด้านกลาโหมของประเทศจำนวนมาก

บทความล่าสุด

192.168.52.213