Search

วันพฤหัสบดี ที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

ทีมข่าวต่างประเทศคมชัดลึกออนไลน์รายงานว่า สำนักข่าวซีเอ็นเอ็น ลงข้อเขียนของเจย์ พารินี (Jay Parini) นักกวี-นักเขียน และอาจารย์ผู้สอนที่วิทยาลัยมิดเดิลบิวรี สหรัฐอเมริกา โดยใช้หัวเรื่องว่า ทำไมเราถึงไม่สามารถเลิกติดตามการภู้ภัยที่ถ้ำในไทยได้ (Why we can't stop watching the Thai cave rescue) ซึ่งบทความชิ้นนี้ถูกแชร์กันอย่างมากมายในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นเพราะหลายคนก็กำลังพยายามเรียบเรียงคำตอบอยู่เช่นกัน

บทความระบุว่า ขณะนี้ ทุกสายตาเพ่งมาที่ประเทศไทย เราห็นนักประดาน้ำผู้กล้าหาญ เสี่ยงชีวิตเข้าไปนำเด็กชายและโค้ชทีมฟุตบอลที่ติดอยู่ข้างในออกมาอย่างปลอดภัย พวกเราส่งใจไปให้นักดำน้ำที่ไม่เพียงกล้าหาญ แต่ยังมีความชำนาญอันเหลือเชื่อ

ภารกิจกู้ภัยในใต้ดินลึกในพื้นที่แคบๆ ขรุขระ กระแสน้ำแรงที่คอยผลักดันนักประดาน้ำและทัศนวิสัยในหลายพื้นที่ของถ้ำเกือบเป็นศูนย์ เป็นความพยายามที่ยากจนจินตนาการแทบไม่ออก

การได้เห็นความพยายามเหล่านี้เป็นแรงบันดาลใจ ส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นการรวมทีมกู้ภัยจากนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นนักดำน้ำญี่ปุ่น อเมริกัน อังกฤษ ออสเตรเลีย และไทย ยังไม่รวมกับอีกหลายประเทศที่เสริมความเชี่ยวชาญของตนเข้ามา การผนึกกำลังครั้งนี้คือสัญลักษณ์ สะท้อนให้โลกประจักษฺ์ว่าครั้งหนึ่ง การร่วมมือร่วมใจอย่างสร้างสรรค์เพื่อบรรลุเป้าหมายร่วมกัน เป็นเรื่องที่เป็นไปได้

ภายในถ้ำ ไม่มีสีผิว ความแตกต่างทางศาสนา หรืออัตลักษณ์ทางเพศ ไม่มีใครห่อหุ้มตัวเองในผืนธง หรือตั้งคำถามเรื่องวิทยาศาสตร์ นี่เป็นช่วงเวลาหาได้ยากสำหรับการได้เห็นว่าเราสามารถรับมือภารกิจที่น่ากลัวได้ เมื่อทุกคนร่วมมือเป็นหนึ่งเดียว ปราศจากความเห็นแก่ตัว เพื่อทำบางอย่างที่สำคัญ

การยกสวัสดิภาพเด็กเหนือสิ่งอื่นใด เป็นเรื่องที่น่ายกย่อง เราทุกคนล้วนเคยทำผิดพลาด และบางครั้ง ต้องเหนื่อยหนักเพื่อแก้ไขความผิดพลาดเหล่านั้นเช่นกัน

ผมไม่คิดว่าใครที่ไหนจะต่อว่าเรื่องจำนวนเงินที่ใช้เพื่อช่วยชีวิตเด็ก 12 คนกับโค้ช 1 คน และน่าสนใจว่า ไม่มีใครมานั่งนับ เพราะทุกคนรู้ว่าคุณค่าของชีวิตไม่อาจวัดเป็นตัวเงินทุกคนรู้สึกซาบซึ้งกับ จ่าเอกสมาน กุนัน นักดำน้ำที่เสียชีวิตเมื่อหลายวันก่อนขณะออกจากถ้ำหลวง เจตนารมณ์ทุ่มชีวิตของตนเองเพื่อเด็กทีมฟุตบอลและโค้ช ช่างน่าทึ่ง เขาแสดงให้เราเห็นถึงความกล้าหาญในรูปแบบบริสุทธิ์ที่สุด

จึงไม่น่าประหลาดใจที่คนมากมายทั่วโลกเกาะติดหน้าจอ เฝ้ารอเด็กชายปรากฎตัวออกมา ทีละคน และหวังที่จะได้ยินว่านักดำน้ำปลอดภัย และโค้ชได้รับการช่วยเหลือออกมาด้วยสุขภาพดีเช่นกัน

ภารกิจที่ถ้ำหลวงมีความเป็นดรามาสูงมาก การกู้ชีพใต้ดินมักดึงความสนใจได้อยู่เสมอ ผมจำได้ว่าเคยเกาะติดทีวีตอนเหมืองชิลีถล่ม เมื่อปี 2553 คนงาน 33 คนได้รับการช่วยเหลือขึ้นมา ผ่านเงื่อนไขที่แทบเป็นไปได้เลยเช่นกันในตอนนั้น พวกเขาติดอยู่ใต้ดินในสภาพที่เป็นอันตรายอย่างมากเป็นเวลา 69 วัน และชาวโลก (ซึ่งประชากรตอนนั้นราว 1,000 ล้านคน) ติดตามดูการช่วยชีวิต

การที่คนทั้งโลกกำลังจับตา และสวดภาวนาให้กับเด็กชายเหล่านั้นในประเทศไทย เป็นส่วนหนึ่งของดรามาที่ว่านี้ ทุกคนรู้ว่าเด็กทุกคนและโค้ช สำคัญกับครอบครัวที่กำลังกระวนกระวายใจแค่ไหน ตัวผู้เขียนมีลูกชาย 3 คน จึงจินตนาการได้ไม่ยากถึงความกลัว และความอกสั่นขวัญแขวนในบ้าน พ่อแม่และคนในครอบครัวจดจ่อฟังข่าว ความเจ็บปวดของการพลัดพรากระหว่างพ่อแม่กับลูก เป็นความเจ็บปวดที่ยากจะทานทน เหล่านี้เป็นสิ่งที่คนทุกคนที่มีมนุษยธรรมในหัวใจแม้เล็กน้อย จะเข้าถึง

ตอนท้าย ผู้เขียนหวังว่า การประสานความพยายามนานาชาติเพื่อช่วยชีวิตเด็กชายทั้ง 12 คน และโค้ชออกมาจากถ้ำห่างไกลในประเทศไทย จะช่วยนำพาพวกเรากลับสู่แสงสว่างที่พวกเราสามารถยืนด้วยกัน และขอบคุณทุกคนที่สอนให้เรารู้จักใส่ใจดูแลกันอย่างลึกซึ้งเช่นนี้

ไม่พลาดทุกข่าวจากเนชั่นทีวี กดเป็นเพื่อนกับ LINE@ NationTV ได้ที่นี่
เพิ่มเพื่อน

192.168.52.213