Search

วันพุธ ที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

ถ้าเป็นซีรีส์ นี่ก็งวดจะเข้าปลายซีซั่นแรก ของ "ยุทธการไล่ล่าเงินทอนวัด" เพราะทั้งเข้มข้น ดุเด็ด เผ็ดมัน ที่ฝ่ายหนึ่งยังหนี อีกฝ่ายก็ยังคงไล่ล่า ขณะที่แนวรบในประเทศ เหตุการณ์ก็เต็มไปด้วยการปล่อยข่าวลวงต่างๆ นานา ที่ดีไม่ดี ยังไม่กล้าฟันธงเลยว่า ใครปล่อยกันแน่ !

เล่าย้อนตอนที่แล้ว เมื่อมาถึงตอนที่ว่า อดีตพระพรหมเมธี (จำนงค์ เอี่ยมอินทรา) ซึ่งเวลานี้ ว่ากันว่าได้หลบลี้หนีภัยไปยังประเทศเยอรมนี โดยความช่วยเหลือของศิษยานุศิษย์แห่งวัดธรรมกายที่เยอรมนี ซึ่งทางการไทยกำลังติตต่อให้ทางอินทรีเหล็กตรวจสอบนั้น

ปรากฏว่า วี่แววท่าจะยาก เมื่อไทยส่งเอกสารไปให้หลายครั้งแล้ว แต่ขั้นตอนยังอยู่ระหว่างรอการพิจารณาของสำนักผู้ลี้ภัยแดนไส้กรอกในการตรวจสอบเอกสารการดำเนินคดีของตำรวจไทย

ก็คงเดาไม่ยาก เพราะอดีตพระพรหมเมธี ได้อ้างในคำร้องว่า เรื่องที่เกิดขึ้นถูกกลั่นแกล้งจากเรื่องการเมืองและศาสนา อันเป็นประเด็นสำคัญที่ทางการประเทศเยอรมนีกำหนดไว้ว่า สามารถให้สิทธิเป็นผู้ลี้ภัยได้ !

ทางนั้นว่า "วุ่น" แล้ว หันกลับมาที่เหตุการณ์ล่าสุด ยิ่งวุ่นกว่า เมื่ออยู่ๆ ก็มีข่าวว่า จะมีวัดและพระที่ต้องเตรียมตัวเจอปฏิบัติการแบบเดียวกันกับ 3 วัดดังที่เกิดไปแล้วก่อนหน้านี้ (ที่ได้มีการออกหมายจับ, ถอดสมณศักดิ์ และถูกควบคุมตัวอยู่ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ)

โดยว่ากันว่า โผไปแจ็กพ็อตที่วัดดังระดับหัวแถวอีกหลายวัด อย่าง "วัดปากน้ำ-วัดพิชยญาติการาม-วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร-วัดราชสิทธารามราชวรวิหาร"

ข่าวนี้โผล่ที่แรกจากเฟซบุ๊กของ พิสิฐชัย สว่างวัฒนากร พนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ชำนาญการพิเศษ กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ที่โพสต์ข้อความเกี่ยวกับคดีเงินทอนวัด 2 ครั้ง

ครั้งแรกโพสต์เวลา 17.38 น. วันที่ 8 มิถุนายน ระบุว่า "ข่าวเตรียมจับเจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดคาดว่าวัดบวรฯ ครับ"

จากนั้นอีกครั้งเวลา 21.41 น. วันเดียวกัน ระบุว่า "ข่าวทำคดีเงินทอน เจ้าอาวาสวัดปากน้ำ วัดพิชัยญาติฯ อีกวัดราชสิทธิครับ"

แน่นอนด้วยโลกแห่งเทคโนโลยี เรื่องราวนี้จึงได้รับการส่งต่อในกลุ่มไลน์พระสงฆ์กันอย่างแตกตื่น กุฏิไหว เพราะข่าวนี้ ไม่ได้มาแบบไร้ที่มา ไร้ความน่าเชื่อถือ

นั่นเพราะ พิสิฐชัย ก็คือเจ้าหน้าที่ดีเอสไอที่ใกล้ชิดกับคณะสงฆ์ และยังเป็นถึงคณะอนุกรรมการรวบรวมข้อมูล ข่าวสาร ของคณะกรรมการติดตามข้อมูลข่าวสารของมหาเถรสมาคม (มส.)

หนำซ้ำ ยังมีข้อมูลจากสำนักข่าวต่างๆ ที่พากันรายงานอ้างแหล่งข่าวจากกองบังคับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) ว่า การไล่ล่าในคดีเงินทอนวัด "ลอต 4" ในส่วนของพื้นที่กรุงเทพฯ ยังมีวัดอีก 3-4 แห่งที่อยู่ในข่ายการตรวจสอบของ กองกำกับการ 1

ซึ่งในรายชื่อก็ไปตรงกันอีกถึง 2 วัด คือ วัดปากน้ำ และวัดพิชัยญาติ ส่วนอีก 2 วัดยังไม่ขอเปิดเผย พร้อมข้อมูลในการสอบสวนอีกเพียบ

ถึงขนาดนี้แล้ว จะไม่ให้เชื่อยังไงไหว และจะไม่ให้สังคมแตกตื่นยังไงกัน

โดยเฉพาะ "วัดปากน้ำ ภาษีเจริญ" ที่หลายคนได้ยินครั้งแรก แทบไม่เชื่อหู ต้องถามซ้ำว่า วัดอะไรนะที่จะโดน ?

เพราะต้องบอกว่า สำหรับวัดดังแห่งนี้ ซึ่งมี สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ (ช่วง วรปุญฺโญ) เป็นเจ้าอาวาสในปัจจุบัน รู้กันดีว่า เป็นที่เคารพนับถือ และมีบรรดาลูกศิษย์ลูกหาแทบจะท่วมแผ่นดิน !

คนวงในหลายคนออกอาการเสียวแทนรัฐบาลว่า จะคิดจะทำอะไรก็ขอให้รอบคอบ เพราะ 3 รายก่อนหน้านี้ทั้ง อดีตพระพรหมดิลก เจ้าอาวาสวัดสามพระยา, อดีตพระพรหมเมธี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสัมพันธวงศาราม, อดีตพระพรหมสิทธิ เจ้าอาวาสวัดสระเกศราชวรมหาวิหาร เคยดำรงตำแหน่ง "พระราชาคณะเจ้าคณะรอง" หรือ รองสมเด็จพระราชาคณะ

แต่สำหรับ สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ นี้เป็นถึงระดับ "สมเด็จ" ที่สำคัญยังเคยปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช หากจะดำเนินคดีกับ "อดีตผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช" ก็ควรมองให้รอบด้าน อย่ามองแต่ด้านกฎหมายอย่างเดียว !

ดีไม่ดี ถ้าถึงขั้นโดนสึก โดนคุก แผ่นดินจะต้องลุกเป็นไฟ จากพระเณรทั่วประเทศ ด้วยม็อบพระ ม็อบลูกศิษย์นับหมื่นนับแสนแน่ๆ

ก็ไม่รู้เพราะเหตุนี้หรือไม่ ผ่านไป 1 วันเต็ม รุ่งขึ้น ต้นตอปล่อยข่าวพลิกตัวกลับออกมาโพสต์ขออภัยกับข่าวสารที่คลาดเคลื่อนทันที

แถมยังต้องถูกตำรวจกองปราบฯ เชิญมาให้ปากคำ โดย พล.ต.ต.กมล เหรียญราชา ผบก.ปปป. ยืนยันว่ายังไม่มีข้อมูลการกระทำผิดเกี่ยวกับวัดดังกล่าวแต่อย่างใด เนื่องจากขณะนี้ บก.ปปป. ซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบคดี ยังไม่ได้รับการเข้าร้องทุกข์แจ้งความจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.)

ส่วนถ้าจะถามว่า พิสิฐชัย ไปเอาข้อมูลมาจากที่ใด คำตอบคือ ก็ไม่รู้สินะ !!

แต่ที่แน่ๆ วันที่ 11 มิถุนายน ที่ผ่านมา พ.ต.อ.ไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีดีเอสไอ ได้มีคำสั่งให้ พิสิฐชัย พ้นหน้าที่จากกองคดีภาษีอากรแล้ว โดยให้ไปปฏิบัติหน้าที่ สำนักงานผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านคดีพิเศษ โดยให้มีผลทันที !

หลายคนอ่านถึงตรงนี้แล้วต้องครางฮือ อะไรจะรวดเร็วยิ่งกว่าเงินติดล้อ "ข่าวออก แก้ข่าว จัดการต้นตอ" เสร็จสรรพภายใน 3 วัน จนต้องถามว่านี่กำลังทดสอบสมองคนไทยอยู่หรือเปล่า !!

เพราะในความแปลกใจนั้น ก็มีความสงสัยอยู่ในที ว่าข้อมูลที่พิสิฐชัยนำมาเผยแพร่นั้น เจ้าตัวจะไม่รู้เลยหรือว่า หากไม่เป็นความจริง ต้องเจองานเข้าชุดใหญ่แน่ๆ

อีกอย่าง ระดับคนที่เคยเป็นแคนดิเดตจะมานั่งเก้าอี้ "ผอ.สำนักพุทธ" แทนพงศ์พร ครั้งที่เคยตกเก้าอี้ไปรอบแรก ตอนถูกรัฐบาลย้ายลงใต้ ก็น่าจะยืนยันความน่าเชื่อถือได้ในระดับหนึ่ง

ดังนั้น งานนี้ถ้าถามว่าพลาดตรงไหน บางทีอาจเป็นเจ้ากรมข่าวลือเอง ที่เห็นพื้นที่โซเชียลเป็นกระดานเรียกแฟนคลับจนทำให้ดาบหันเข้ามาหาตนเอง

แถมยังสุ่มเสี่ยงเจอข้อหาว่า เป็น "ไส้ศึก" เพราะบรรดาสื่อหลายค่ายยังมีการวิเคราะห์โยงไปว่า พิสิฐชัย นั้นเคยเป็นหนึ่งในชุดเจรจากับวัดพระธรรมกายในปฏิบัติการจับตัวพระธัมมชโย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธรรมกาย แต่พระธัมมชโยล่องหนหนีหายไปเสียก่อน !

มุมนี้ก็คงสุดแท้แต่จะวิเคราะห์ แต่ที่แน่ๆ ในอีกมุมหนึ่ง ข่าวนี้กลับส่งอานิสงส์ให้แก่รัฐมากกว่า เพราะทันทีที่เคลียร์กับพิสิฐชัยเสร็จ ชุดสืบสวนกองปราบฯ ก็ให้ข่าวต่อจากนั้นว่า ในการตรวจสอบทางลับ พบว่ากลุ่มผู้ที่ปล่อยข่าวนั้น ส่วนใหญ่เป็น "กลุ่มลูกศิษย์ลูกหาของวัดสระเกศ" ซึ่งข้อความส่วนใหญ่เป็นข้อมูลเท็จ และทำให้พระผู้ใหญ่ที่ไม่เกี่ยวข้องได้รับความเสียหาย

สอดรับพอดีกับกระแสข่าวที่วนเวียนอยู่ในการรับรู้ของประชาชนช่วงนี้ ที่ออกมาในท่วงทำนองดิสเครดิตรัฐบาล เกี่ยวกับบทบาทในทางศาสนา ทั้งพุทธและอิสลาม

เช่น ข่าวลือว่า รัฐบาลไทยตอนนี้มุ่งหน้าทำลายล้างพระพุทธศาสนา ชนิดถอนรากถอนโคน โดนตั้งแต่กรรมการ มส. ไปจนถึงเจ้าอาวาสวัดทั่วประเทศ และยังดำเนินการอย่างสองมาตรฐานในคดีเดียวกัน ระหว่างการตามจับเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสำนักพุทธฯ กับการไล่ล่าฝ่ายพระที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง !

หรือข่าวที่แชร์กันวุ่นว่า เหตุผลในการจับพระให้เป็นข่าวใหญ่ก็เพื่อกลบข่าวการเปิดทำเนียบเลี้ยงละศีลอดเดือนรอมฎอน รวมทั้งการอนุมัติงบประมาณก่อสร้างมัสยิดหลายแห่ง เพราะนายกรัฐมนตรีเป็นมุสลิม จึงให้ความสำคัญกับศาสนาอิสลามมากกว่าศาสนาพุทธ

ดังนั้น เมื่อนำมารวมกัน พบว่าภาพต่างๆ ตอนนี้ จึงฉายออกมาในลักษณะที่ว่า มีขบวนการพยายามปล่อยข่าวไม่ดีใส่รัฐบาล อย่างไม่คำนึงถึงข้อเท็จจริง !

ว่าแล้ว รายงานข่าวจึงพากันปล่อยโผรายชื่อวัดในกทม.ที่จะโดนตรวจสอบอย่างน้อย 6 วัดทันที โดยไม่มีชื่อของวัดปากน้ำ ภาษีเจริญอยู่ในนั้นอีกแล้ว (อย่างน้อยก็ตอนนี้)

ดังนั้นงานนี้จะลงเอยวัดไหน รอติดตามอย่ากะพริบตาเด็ดขาด !

แต่ที่แน่ๆ สื่อมวลชนวิเคราะห์กันว่าให้จับตาไปที่ วัดพิชยญาติการาม, วัดเทพศิรินทราวาส และวัดสุทัศนเทพวราราม เพราะมีแนวโน้มอย่างมากว่า จะซ้ำรอยวัดสามพระยาและวัดสัมพันธวงศ์ (ข่าวจาก https://www.thaipost.net/main/detail/11075)

เหนืออื่นใด บทเรียนข่าวสารข้างต้น สอนให้รู้ว่า เรื่องการข่าว ใครมือไว หัวไว เครื่องมือครบ คนนั้นมาวิน ทราบแล้วเปลี่ยน!

192.168.52.215