Search

วันอาทิตย์ ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

Market Cap ตลาดหุ้นโลกพุ่งทะลุ 100 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2017 และเตรียมสัมผัสกับบรรยากาศลงทุนท่ามกลางภาวะฟองสบู่ต้อนรับการเปิดศักราชใหม่ในปี 2018 ซึ่งเริ่มบ่งชี้ทิศทางความเสี่ยงของภาวะ over-heated และ overpriced ในตลาดหุ้นปัจจุบันนี้

Market Cap ตลาดหุ้นโลกพุ่งทะลุ 100 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของปี 2017 และเตรียมสัมผัสกับบรรยากาศลงทุนท่ามกลางภาวะฟองสบู่ต้อนรับการเปิดศักราชใหม่ในปี 2018 ซึ่งเริ่มบ่งชี้ทิศทางความเสี่ยงของภาวะ over-heated และ overpriced ในตลาดหุ้นปัจจุบันนี้

ขณะที่อีกด้านหนึ่งของนักลงทุนเริ่มมองหาลู่ทางลงทุนในสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยมากขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่ทองคำ แต่ทองก็มีการเคลื่อนไหวของราคาที่มีการไต่ขึ้นไม่หวือหวา นับตั้งแต่เกิดวิกฤติการเงินในสหรัฐและวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปในปี 2007-2008 โดยที่ราคาทองมีการปรับตัวเพิ้มขึ้น 124% เทียบกับสกุลยูโร และเพิ่มขึ้นถึง 190% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์t และเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 98%


1. December Effect! ในปี 2017 เป็นที่น่าจับตามองอย่างยิ่ง เนื่องจากบริษัทต่างๆ ที่จดทะเบียนใวนใหญานตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่ร่ำรวยมากขึ้นจากราคาหุ้นที่ถูกผลักดันขึ้นมาอย่างร้อนแรงตั้งแต่ต้นปีนี้ จนมูลค่าหุ้นตามราคาตลาดหรือ Market Capitalization ปิดที่ 98,750,067,000,000 ]ดอลลาร์ หรือ 98.75 ล้านล้านดอลลาร์ เมื่อวันศุกร์ในสัปดาห์ก่อนวันคริสต์มาส

แต่มาถึงวันนี้มูลค่า Market Cap ของตลาดหุ้นโลกได้แตะระดับ 100 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ หรือเท่ากับ 140% ของจีดีพีโลก ซึ่งอยู่ที่ระดับ 70 ล้านล้านดอลลาร์

ตลาดหุ้นโลกจึงถูกมองว่าเป็นภาวะฟองสบู่ต้อนรับการเปิดศักราชใหม่ในปี 2018 ซึ่งเริ่มบ่งชี้ทิศทางความเสี่ยงของภาวะ over-heated และ overpriced ในทิศทางการเดียวกับตลาดหุ้นสหรัฐในปัจจุบัน หลังจากที่ต้องประสบกับภาวะวิกฤติมาตั้งแต่ปี 2007


2. ขณะที่นักลงทุนมักจะมองว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยเมื่อเทียบกับหุ้นที่กำลังเกิดเป็นฟองสบู่ลูกใหม่ แต่ทองก็มีการเคลื่อนไหวของราคาที่มีการไต่ขึ้นอย่างเงียบๆ ไม่หวือหวา นับตั้งแต่เปิดวิกฤติการเงินในสหรัฐและวิกฤติหนี้สาธารณะของยุโรปในปี 2007-2008

โดยที่ราคาทองมีการปรับตัวเพิ้มขึ้น 124% เทียบกับสกุลยูโร และเพิ่มขึ้นถึง 190% เมื่อเทียบกับเงินปอนด์ที่ตกต่ำลงจากผลกระทบของ Brexit และเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์ก็มีการปรับตัวเพิ่มขึ้น 98% ทั้งนี้ การลงทุนในทองคำก็ถูกมองว่า อยู่ในภาวะที่เป็นฟองสบู่ด้วยเช่นกัน แต่อาจไม่รุนแรงเท่ากับตลาดหุ้นโลกในปัจจุบัน



3. ปัญหาฟองสบู่ในตลาดหุ้นโลก ถูกปลุกกระแสจากความตื่นกลัวบรรดานายธนาคารกลางชั้นนำของโลกว่าจะเกิดวิกฤติการเงินโลกแย่างรถนแรง โดยเฉพาะการเริ่มต้นจากศูนย์กลางทางการเงินใหญ่ที่สุดของโลกในสหรัฐ ลุกลามสู่ยุโรปที่ประสบปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะ และเศรษฐกิจถดถอยจนเกิดภาวะเงินฝืดในญี่ปุ่นมานานเกือบ 3 ทศวรรษ

ทำให้มีการร่วมมืออัดฉีดสภาพคล่องอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นในประวัติของธนาคารกลางทั่วโลกเช่นกัน เป็นจำนวนเงินมหาศาลถึง 20 ล้านล้านดอลลาร์ จาก 4 ธนาคารกลางหลักคือ ธนาคารกลางสหรัฐ ธนาคารกลางยุโรป ธนาคารกลางอังกฤษ และธนาคารกลางญี่ปุ่น ที่พุ่งเป้าให้เม็ดเงินเข้าสู่ตลาดหุ้นและตลาดบอนด์ แม้แต่ธนาคารกลางจีน ซึ่งเพิ่มการอัดฉีดเงินผ่านตลาดสินเชื่อหลังจากที่เศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวลง 2-3 ปีที่ผ่านมา



4. นอกจากนี้ ภาวะฟองสบู่ในตลาดการเงินโลกที่เกิดขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของตลาดการเงินโลก ท่ามกลางความำยายามของธนาคารกลางสหรัฐที่นำร่องในการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นหรือ Fed Fund Rate ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2015 และเตรียมปรับลดฐานะงบดุลจากที่มีการอัดฉีดเม็ดเงิน QE สูงถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์ จะเริ่มทยอยลดลงเดือนลพ 20,000 ล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในเดือนมกราคม 2018 นี้

พร้อมๆ กับธนาคารกลางยุโรปที่จะปรับลดการซื้อบอนด์ในตลาดการการเงินลงเหลือเดือนละ 30,000 หมื่นล้านยูโรในช่วงมกราคมจนถึงกันยายน 2018 จากเดิมที่ใช้เม็ดเงิน QE สูงถึงเดือนละ 60,000 ล้านยูโร เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจยุโรปให้ฟื้นตัว ขณะที่ธนาคารกลางญี่ปุ่นเตรียมปรับผลตอบแทนบอนด์รัฐบาลญี่ปุ่นให้เป็นบวก หลังจากที่ใช้นโยบายดอกเบี้ยติดลบอย่ในปัจจุบัน

ทั้งนี้ นโยบายการเงินของธนาคารกลางขนาดใหญ่ของฌลกนยังคงเป็นความเสี่ยงที่กระทบต่อการลงทุนในปีหน้านี้



5. ท่ามกลางปัญหาฟองสบู่ในตลาดการเงินโลกที่ถูกตอกย้ำดว้ยปัญหาของ Bitcoin ที่ขยายตัวเป็นฟองสบู่มีขนาด Market Cap เท่ากับ 312,000 ล้านดอลลาร์ โดยที่ Bitcoin เป็น 1 ใน 1,360 ของสกุลเงินที่เรียกว่า Cryptocurrencies ที่มีขนาดของ Market Cap เท่ากับ 588,000 ล้านดอลลาร์

หลังจากที่ราคา Bitcoin พุ่งขึ้นที่จุดพีค 19,865 ดอลลาร์โดยมีราคาที่พุ่งขึ้นถึง 20 เท่าในปีนี้ ก่อนร่วงลงมาที่ 13,944 ดอลลาร์ในวันนี้ จากแรงเทขายในช่วง 2 สัปดาห์สุดท้ายก่อนสิ้นปี 2017 นี้ เนื่องจากนักลงทุนเริ่มจั้งคำถามและเปรียบราคา Btcoin กับราคาทองซึ่งยืนที่ 1,300 ดอลลาร์ ซึ่งมีราคาที่แตกต่างกัน 10 เท่า ส่งผลให้ทิศทางของราคาซื้อขาย Bitvoin ปรับตัวลดลงสวนทางการราคาทองที่กำลังไต่ขึ้นในวันนี้

บทความล่าสุด

192.168.52.214