Search

วันพุธ ที่ 24 มกราคม พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เผยแพร่ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ไทยติดอันดับ 32 ของโลก


27 กันยายน 2560 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ได้จัดเผยแพร่รายงานดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ซึ่งเปรียบเทียบความสามารถการแข่งขันของ 137 ประเทศทั่วโลก ในปีนี้ประเทศที่ได้อันดับหนึ่งถึงสิบ คือ สวิตเซอร์แลนด์ ตามมาด้วย สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ เนเธอร์แลนด์ เยอรมนี ฮ่องกง สวีเดน สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และฟินแลนด์ ตามลำดับ โดยประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้อยู่ในอันดับที่ 32 โดยมีคะแนน 4.7 จากคะแนนเต็ม 7 คะแนน


รองศาสตราจารย์ ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ในประเทศไทย เผยว่า "ทางคณะฯ เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลเชิงลึก จากแบบสอบถามกับผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรขนาดใหญ่และขนาดย่อม ในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย WEF ซึ่งนำไปคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยมีตัวชี้วัด 114 ตัว จัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มใน 12 ด้าน ที่สะท้อนภาพความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ

ปีนี้ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ด้วยคะแนน 4.7 ซึ่งนับว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 34 และมีคะแนน 4.6 โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า คะแนนและอันดับของประเทศนั้น หากเปรียบเทียบกับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา จะพบว่า ด้านที่มีอันดับที่ดีขึ้นและส่งผลบวกต่อดัชนีความสามารถทางการแข่งขันโดยรวม ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ที่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.4 เป็น 4.7 และได้รับอันดับดีขึ้นจาก 49 เป็น 43 นับเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากในแง่ของอันดับที่สูงขึ้นจาก คุณภาพของถนน คุณภาพของโครงสร้างระบบราง คุณภาพของท่าเรือ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ และ โดยเฉพาะในแง่ของ สัดส่วนการเป็นสมาชิกโทรศัพท์เคลื่อนที่/มือถือ (Mobile-cellular Telephone Subscriptions) นั้น ได้รับอันดับดีขึ้นอย่างมากจากอันดับที่ 55 ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 5 ในปีนี้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้านในปีนี้ ประกอบด้วย ด้านประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน (Labor Market Efficiency) ด้านสภาพแวดล้อมด้านหน่วยงาน (Institutions) ด้านการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม (Higher Education and Training) ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค (Macroeconomic Environment) รวมถึง ด้านที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศอย่างชัดเจน อย่างทางด้านนวัตกรรม (Innovation) และด้านความพร้อมเทคโนโลยี (Technological Readiness) ก็ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ด้วย

เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับภาพรวมของการจัดอันดับทั้งโลก ปรากฏว่า ดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจของประเทศไทย ที่ได้รับการจัดให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกนั้น ประกอบด้วย อัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา (Secondary Education Enrollment Rate) อยู่ในอันดับที่ 8 จาก 137 ประเทศเลยทีเดียว ดีขึ้นอย่างมากจากอันดับในปีที่แล้ว คือ อันดับที่ 84 ในแง่ของสมดุลในงบประมาณรัฐบาล (Government Budget Balance) และ สัดส่วนการออมของประเทศต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (Gross National Saving) ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้อยู่ในอันดับที่ 10 และ 16 ตามลำดับ จาก 137 ประเทศ ส่วน ขนาดของตลาดทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศ (Foreign and Domestic Market Size) นั้นได้รับการจัดอันดับที่ 13 และ 24 ตามลำดับ รวมถึง มูลค่าของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ก็ได้รับการจัดอันดับที่ 20 นับเป็นอันดับที่สูงมากเช่นกัน

ต๊อบ-วุฒินันท์ นาฮิม Mobile Journalists NationTV ผู้สื่อข่าว/ผู้ประกาศข่าวเศรษฐกิจ สายเทคโนโลยี วิถีฮาลาล เติบโตจากรั้วอาชีวะสายโทรคมนาคม-อิเล็กทรอนิกส์ นำเรื่องเทคนิคมารีวิวให้ไฮเทค ชอบเช็คสเป็คอุปกรณ์เสริม ที่เพิ่มเติมคือชีวิตวิถีฮาลาล เกาะติดวงการไอทีแบบพอดี

บทความล่าสุด

192.168.52.212