Search

วันพุธ ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560
live
ปรับขนาดตัวอักษร

เหยื่อโรงพยาบาลใช้สิทธิ์ 30 บาท โผล่แจ้งความตำรวจ สน.บางนา หลังเมียตั้งท้อง 7 เดือนและเกิดอาการตกเลือด แต่โรงพยาบาลไม่ยอมรับรักษา แถมโยนให้โรงพยาบาลอื่นรักษาแทน สุดท้ายแม่อาการวิกฤติต้องผ่าเด็กออกจนลูกเสียชีวิต

เมื่อเวลา 12.00 น. วันที่ 17 กรกฎาคม 2560 นายจิรทีปต์ อินทโชติ อายุ 35 ปี อาชีพพนักงานดูแลสินค้าบริษัทแห่งหนึ่ง ได้เดินทางเข้าร้องทุกกับ พ.ต.ท.วัลลภ จำเนียรสวัสดิ์ สว.(สอบสวน) สน.บางนา เพื่อเอาผิดกับโรงพยาบาลแห่งหนึ่งย่านบางนา หลังจากได้นำ น.ส.อารายา สมบัติปลา อายุ 30 ปี ซึ่งเป็นภรรยาท้องลูกชาย อายุครรภ์ 7 เดือน โดยใช้สิทธิ์ 30 บาท เข้าทำการรักษาอาการตกเลือด ซึ่งทางโรงพยาบาลแจ้งว่าอุปกรณ์ไม่เพียงพอ ทำให้ต้องพาภรรยาเข้าไปทำการรักษาที่โรงพยาบาลอื่นอีก 2 แห่ง ทั้งที่มีอาการตกเลือดอย่างหนัก แต่สุดท้ายต้องกลับมาทำการรักษาที่โรงพยาบาลเดิม ตามสิทธิ์ 30 บาท กระทั่งลูกที่อยู่ในท้องได้เสียชีวิตภายในครรภ์ของภรรยา และแพทย์ต้องตัดสินใจผ่าตัดเพื่อนำเด็กออก นายจิรทีปต์ เปิดเผยว่า ภรรยาของตนท้องลูกคนแรก โดยมีอายุครรภ์ประมาณ 7 เดือน และตรวจครรภ์กับโรงพยาบาลที่เกิดเหตุมาโดยตลอด และเมื่อต้นเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาได้ไปพบแพทย์ เพื่อทำการตรวจ โดยแพทย์ได้แจ้งว่าแม่ของเด็กมีอาการครรภ์เป็นพิษ หลังกลับมาที่บ้านก็ไม่มีอาการอะไรผิดปกติ กระทั้งช่วงเวลาประมาณ 21.00 น. ของวันที่ 10 กรกฎาคม จู่ๆ ภรรยาเกิดอาการปวดท้องอย่างรุนแรง และตกเลือดอย่างหนัก ตนจึงได้โบกรถแท็กซี่ เพื่อไปยังโรงพยาบาลซึ่งมีสิทธิ์รักษา 30 บาท แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาล ทางเจ้าหน้าที่กลับแจ้งว่า ภรรยามีอาการตกเลือดอย่างหนักต้องทำการผ่าตัดอย่างเร่งด่วน ก่อนจะแนะนำให้ไปโรงพยาบาลที่มีเครื่องมือแพทย์ที่พร้อมกว่านี้ โดยแนะนำมาหลายโรงพยาบาล ซึ่งอยู่ห่างไกลอีกทั้งตนไม่รู้จัก โดยหนึ่งในนั้นมีโรงพยาบาลนพรัตน์ ตนจึงได้ตัดสินใจเรียกรถแท็กซี่พาภรรยาไปยังโรงพยาบาลดังกล่าว นายจิรทีปต์ กล่าวด้วยว่า ระหว่างที่ภรรยาอยู่บนรถแท็กซี่ อาการก็หนักขึ้นเรื่อยๆ โดยมีปวดท้องและตกเลือดมากกว่าเดิม ตนกลัวว่าภรรยาและลูกในครรภ์จะเป็นอันตราย เพราะมีโรคประจำตัวเป็นธาลัสซีเมียด้วย จึงตัดสินใจแวะ รพ.สิรินธร ก่อน เมื่อเข้าไปได้นอนพักประมาณ 20 นาที กระทั้งอาการดีขึ้น จึงเดินทางต่อไปยังโรงพยาบาลนพรัตน์ ตามคำแนะนำจากโรงพยาบาล ย่านบางนา แต่เมื่อไปถึงโรงพยาบาลนพรัตน์ กลับไม่มีใบส่งตัวจากโรงพยาบบาลที่มีสิทธิ์อยู่ ประกอบกับทางโรงพยาบาลนพรัตน์ ไม่สามารถรับเป็นเคสฉุกเฉินได้ หากรักษาที่นี่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเองถึงวันละ 1,000 บาท ทางโรงพยาบาลจึงแนะนำให้กลับไปใช้สิทธิ์ 30บาท ที่โรงพยาบาลย่านบางนาจะดีกว่า เพราะมีประวัติการรักษาของภรรยามาโดยตลอด ทั้งนี้ รพ.สิรินธร และรพ.นพรัตน์ ดูแลภรรยาของตนดีมาก นายจิรทีปต์ เปิดเผยว่า จากนั้นตนจึงต้องแบกภรรยาขึ้นแท็กซี่กลับมาที่โรงพยาบาลย่านบางนา ซึ่งมีสิทธิ์รักษา 30 บาท ในครั้งแรกอีก ในเวลาประมาณ 01.00น. ของวันที่ 11 ก.ค. ใช้เวลาวิ่งหาที่รักษาภรรยากว่า 4 ชั่วโมง จนโรงพยาบาลย่านบางนา ยอมรับภรรยาเข้ารักษาโดยให้เหตุผลว่า อาการของภรรยาทรุดหนัก ขณะที่รักษาเป็นครั้งที่ 2 ก็มีการให้เลือดกับภรรยาจนอาการของภรรยาดีขึ้นมาก อาการตกเลือดดีขึ้น ตนสามารถพูดคุยกับภรรยาได้อย่างปกติ ลูกในครรภ์อาการปลอดภัยดี แต่เมื่อเช้าของวันที่ 12 กรกฎาคม ขณะที่ตนกลับไปที่บ้าน เพื่ออาบน้ำทำธุระเก็บเสื้อผ้า ทางโรงพยาบาลได้แจ้งกับตนว่า ภรรยาต้องเข้าผ่าตัดเอาเด็กออกโดยด่วน จึงรีบเดินทางมาที่โรงพยาบาล ก็พบว่าภรรยายังอยู่ในห้องไอซียู ส่วนลูกในครรภ์หมอแจ้งว่าได้เสียชีวิตแล้ว ตนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ และตกใจสุดขีด เพราะเมื่อคืนที่ผ่านมาอาการของภรรยา และลูกในครรภ์ยังปลอดภัยดี ไม่มีอาการร้ายแรง แต่เหตุใดเมื่อเวลาผ่านไปไม่ทันข้ามคืนอาการจึงเป็นแบบนี้ และเหตุใดถึงไม่ตัดสินใจผ่าเอาเด็กออกก่อนหน้านี้ แล้วนำไปเข้าตู้อบ "ตนไม่เข้าใจว่าทำไมโรงพยาบาลถึงไม่รับภรรยา และลูกเข้าทำการรักษาตั้งแต่แรก หากได้รับรักษาตั้งแต่เวลา 21.00 น. ของวันที่ 10 กรกฎาคม ลูกก็อาจจะรอด ตนขอให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับตนเป็นคนสุดท้าย และขอให้อย่าเกิดกับครอบครัวอื่นๆ อีกเลย" นาย จิรทีปต์ กล่าว เบื้องต้นเจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างการสอบปากคำนาย จิรทีปต์ ซึ่งใช้เวลากว่า 3 ชั่วโมงยังไม่แล้วเสร็จ

192.168.52.211