Search

วันศุกร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

เรื่องนี้เกิดขึ้น เมื่อประมาณ 20 กว่าปีที่แล้ว เป็นเรื่องที่ยังสร้างความเคลือบแคลงใจ ว่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นระหว่างเขาและเพื่อน เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกันหรือไม่...

คลิกอ่าน เรื่องหลอนซอย8 เรื่องแรกมัน...คือตัวอะไร?

คลิกอ่าน เรื่องหลอนซอย8 เรื่องที่สองแม่จ๋า...หนูหนาว

คลิกอ่าน เรื่องหลอนซอย8ป้าบอกว่า เขา...อยู่ตรงนี้

คลิกอ่าน เรื่องช้ำกรรมเก่าทัณฑ์...มาทัน



เรื่องราวนี้เกิดขึ้นกับ "นายต่อ" ย้อนกลับไปในสมัยนั้น เขาเป็นเด็กหนุ่ม ม.ต้น ในโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่งในเขตยานนาวา กทม. นายต่อมีนิสัยขี้เล่น สนุกสนาน ชอบช่วยเหลือเพื่อนฝูง และมักจะแบ่งปันสิ่งของหรือแม้แต่ข้าวกลางวันให้เพื่อนอยู่เสมอ ซึ่งนั่นทำ ให้เขาสนิทกับ "นายเอก" เด็กร่าเริงสนุกสนาน อัธยาศัยดีเยี่ยม และเข้ากับเพื่อนได้ทุกคนนายเอกมักจะเป็นจุดเด่นของห้อง ด้วยขนาดความสูงของเขา ในยามเข้าแถวเคารพธงชาตินายเอกจะยืนคนแรก คือสูงที่สุดในห้อง สูงพอๆกับ พี่ ม.ปลายเลยทีเดียว
ในมื้อกลางวัน นายต่อมักจะแบ่งข้าวกล่องให้นายเอกกินอยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะมื้อไหนๆ ข้าวกล่องของนายเอก จะมีแต่"ไข่ต้ม"แทบทุกวัน วันดีคืนดีถึงจะเป็นไข่ดาว ผิดกับข้าวกล่องของนายต่อ จะมีกับข้าวหลากหลาย ทั้งหมูทอด ปลานึ่ง กุ้งหวานฯ สารพัดเมนูที่แม่ของนายต่อ จะจัดมาให้ ซึ่งมีปริมาณเพียงพอที่จะแบ่งให้นายเอก ได้อิ่มไปอีกคนในทุกช่วงพักกลางวัน นายต่อและนายเอก จึงเป็นเพื่อนรักกันมาตั้งแต่พวกเขาเรียนอยู่ชั้นม.1

ครั้งถึงช่วงม.3 ทางโรงเรียนมีกิจกรรมลูกเสือ ที่ต้องมีการเข้าค่ายที่โรงเรียนด้วย หลังจากที่ทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ถึงเวลาที่ต้องอาบน้ำและเตรียมเข้านอน และเมื่อวัยรุ่นอยู่รวมกัน สิ่งที่มักจะถูกหยิบยกขึ้นมาสนทนา เล่าสู่กันฟัง ไม่วายที่จะพ้นเรื่องผี!

เพื่อนๆในห้องผลัดกันเล่าเรื่องราวที่ได้ไปประสบพบเจอ จนมาถึงนายเอก นายต่อจำได้ว่านายเอกเล่าเรื่องผีได้สนุกมาก สนุกจนอยากจะแบ่งปันเรื่องนั้นให้คนอื่นได้อ่านด้วย นึกขึ้นได้ว่าบนแผงหนังสือ มีนิตยสารเกี่ยวผีๆ ที่เคยซื้ออ่าน ได้รับความนิยมมาก ถึงกับต้องไปจองกันที่แผงหนังสือเลยทีเดียว

สมัยนั้นไม่มีเฟซบุ๊ก ไม่มีไลน์ ไม่มีสมาร์ทโฟน ทางเดียวที่จะส่งเรื่องนี้ไปให้หนังสือเล่มนั้นได้ และนำเรื่องราวไปเผยแพร่ต่อ นั่นก็คือทาง "จดหมาย" เท่านั้น

นายต่อจึงเขียนจดหมายเล่าเรื่องน่ากลัวของนายเอก ส่งจดหมายไปให้นิตยสาร ฉบับนั้นไม่นานเรื่องเล่าของนายเอก ก็ได้ลงในนิตรสารฉบับนั้นจริงๆ แบบไม่มีการตัดทอนเนื้อหาใดๆ

นายต่อดีใจมาก รีบซื้อนิตยสารฉบับนั้น นำไปให้นายเอกดู นายเอกก็ดีใจ และอยากให้นายต่อเขียนจดหมายส่งไปอีก เพราะรู้สึกสนุก ภูมิใจและคุยว่า เรื่องเล่าน่ากลัวๆแบบนี้ ยังมีอีกเยอะ

มีข้อสังเกตุอย่างหนึ่ง ตอนท้ายของคอลัมน์ในนิตยสารเล่มนี้ มักลงชื่อและที่อยู่ของผู้เล่าด้วยแน่นอนว่า ท้ายเรื่องเล่าที่ส่งไป ลงที่อยู่จริงๆ ซึ่งเป็นที่อยู่ของนายต่อ แต่เขียนชื่อเจ้าของเรื่องเป็นชื่อนายต่อและนายเอก ตามชื่อจดหมายที่จ่าหน้าซองส่งไป

และนี่เป็นจุดเริ่มต้นของการมาถึงของ"จดหมายลูกโซ่"

หลังจากนั้นประมาณ 2 อาทิตย์ มีจดหมายฉบับหนึ่ง ส่งมาถึงบ้านนายต่อ นายต่อรู้ได้เลยว่าน่าจะเป็นจดหมายที่ส่งมาจากนิตยสารฉบับนั้น เพราะ จ่าหน้าซองเป็นชื่อนายต่อและนายเอกในฉบับเดียวกัน นายต่อรีบเปิดออกดู พบกระดาษแผ่นเล็กๆเขียนด้วยลายมือ
พบเนื้อหาจดหมาย 3 ย่อหน้าแรก เขียนถึงการบอกต่อสูตรยารักษาโรค พร้อมกับวิธีการรักษารวมถึงสรรพคุณที่การันตีว่าหายขาดจากโรคนั้นแน่ๆ
แต่อีก 3 ย่อหน้าตอนท้าย ยิ่งอ่านยิ่งรู้สึกไม่ดี!!!
ในเนื้อหาบอกว่า ตำรายานี้ห้ามซื้อขาย และอย่าเก็บตำรานี้ไว้ส่วนตัวเด็ดขาด หากให้สูตรยานี้กับใครด้วยใจศรัทธา จะประสบแต่ความสุข ความสมหวังในทุกเรื่อง
จากนั้นในจดหมายยกตัวอย่าง บุคคลที่ไม่บอกต่อ คนแรก เป็นถึง ส.ส.ในจังหวัดหนึ่ง ได้ถึงแก่กรรมลง
และยกตัวอย่างคนที่เขียนจดหมายนี้ส่งต่อ ไม่นานได้รับผลดี ถูกรางวัลที่ 1หลายฉบับตัวอย่างอีกคน ได้รับจดหมายแล้วอยู่เฉยๆ แต่ให้น้องชายเขียนส่งต่อ น้องชายก็ถูกรางวัลที่1
ในจดหมายเน้นย้ำในย่อหน้าสุดท้ายว่า ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เพียงไม่กี่วันก็เสียชีวิต พร้อมทั้งบอกว่าห้ามนำจดหมายนี้แจกจ่ายตามหมู่บ้าน ตามตำราต้องใช้วิธีเปิดซองอ่านเท่านั้น
จากนั้นลงท้ายด้วยชื่อพระครูท่านหนึ่ง

นายต่ออ่านจดหมายฉบับนี้จนจบ ตกใจด้วยกลัวในถ้อยคำในจดหมาย จึงนำเรื่องนี้ไปปรึกษาแม่ แม่อ่านจนจบ และด้วยความที่ไม่เคยเจอเรื่องราวแบบนี้ จึงตัดสินใจว่า คัดลอกข้อความทั้งหมด เขียนจดหมายด้วยลายมือส่งต่อจดหมายนี้ไปอีก โดยใช้ที่อยู่ท้ายเรื่องเล่าจากนิตยสารฉบับนั้น

วันรุ่งขึ้นนายต่อได้นำจดหมายที่เขียนเสร็จแล้วไปส่งที่ตู้ไปรษณีย์ จากนั้นได้นำจดหมายประหลาดนี้ให้นายเอกได้อ่าน
นายเอกหัวเราะด้วยเสียงดัง พร้อมบอกว่า "ใครเชื่อก็บ้าแล้ว มันจะเป็นเรื่องจริงได้ยังไง"
นายต่อ บอก "เรานี่แหละ เขียนจดหมายส่งต่อไปแล้ว ไม่เชื่อ แต่ทำตามก็ไม่ได้เสียหายอะไรนี่"
นายเอกบอกว่า "นั่นไง ต่อ นายโดนอำแล้ว"
"แต่เอก นายก็น่าจะเขียนเหมือนกันนะ จดหมายที่ส่งมา มีชื่อนายด้วย" นายต่อกล่าวพร้อมส่งซองจดหมายให้ดู
นายเอกครุ่นคิดซักครู่ พร้อมกล่าวว่า "ไม่ดีกว่า...เราไม่ค่อยเชื่อน่ะ" และในที่สุดนายเอกไม่ได้ลงมือเขียนจดหมายแต่อย่างใด

เวลาผ่านไปจนครบ 7วัน ไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับนายเอก จนถึง 10 วัน นายเอกยังคงใช้ชีวิตเป็นปกตินายต่อจึงคิดว่า เราคงคิดมากไปเอง แค่จดหมายจะไปทำอะไรใครได้

ต่อมา หลังจากจบการศึกษา ชั้น ม.3 นายต่อเลือกเรียนสายวิทย์ขึ้นชั้น ม.4 แต่นายเอกหันไปต่อสายช่าง ขึ้น ปวช.ปี1 ทำให้เพื่อนสนิทคู่นี้ไม่ค่อยได้เจอกันด้วยเลือกเรียนกันคนละที่ คนละสาย

และเรื่องราวที่ไม่มีใครคาดคิด เกิดขึ้นในอีก 3 เดือนต่อมาหลังจากนั้น

เย็นวันหนึ่ง นายต่อได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนแจ้งข่าวว่า "นายเอก" เสียชีวิตแล้ว!!!
นายต่อ ตกใจมาก เกิดอะไรขึ้นไม่คิดว่าเพื่อนจะจากไปเร็วแบบนี้แต่เพื่อนปลายสายยังไม่สามารถตอบได้ รู้แต่เพียงว่า นายเอก เสียชีวิตแล้วเท่านั้น
นายต่อจึงนัดแนะกับเพื่อน เพื่อไปงานศพ เมื่อไปถึง ก็พบกลุ่มเพื่อนนายเอกกลุ่มใหญ่ ใส่เสื้อช็อปสไตล์เด็กช่าง จึงรีบเข้าไปสอบถามเรื่องราวของเพื่อนสนิท เพื่อนนายเอกจึงเล่าเหตุการณ์ในวันนั้นให้ฟังว่า

วันเกิดเหตุนายเอกพร้อมกับเพื่อนช่างกล ไปรอขึ้นรถที่ป้ายรถเมล์เพื่อไปเรียนตามปกติแต่ไปเจอกับกลุ่มเด็กช่างคู่อริโดยบังเอิญที่นั่งรถเมล์ผ่านมาเจอพอดี ฝ่ายคู่อริไม่รอช้ารีบลงรถ วิ่งกรูเข้ามาเพื่อทำร้ายกับกลุ่มเพื่อนนายเอก และด้วยความที่เพิ่งเข้ามาอยู่ในปี1 และยังใหม่กับการเจอเหตุการณ์อะไรแบบนี้

นายเอก กับเพื่อนอีกคนรีบวิ่งหนี ข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้าม และด้วยความรีบร้อน ตกใจไม่ทันระวังนายเอก ถูก"รถชน"เต็มๆ ร่างกระเด็นไถลเข้าใต้ท้องรถเมล์อีกคัน เป็นจังหวะที่รถเมล์กำลังออกรถ และถูกล้อเหยียบที่ร่างอย่างจังเสียชีวิตคาที่
นายต่อได้ฟังแล้วนิ่งอึ้ง ทำไมเพื่อนสนิทของเขาต้องมาจากไปแบบนี้ พลันในหัวของนายต่อได้หวนคิดขึ้นมาได้ว่า...

การจากไปของนายเอก จะเกี่ยวข้องกับ "จดหมาย" ฉบับนั้นหรือไม่ หากใครไม่เชื่อ หากใครไม่ส่งต่อ จะต้องเสียชีวิต!!!
นายต่อไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้ใครฟัง เก็บคำถามนี้ไว้ในใจมาตลอด พร้อมกับโทษตัวเองว่าในตอนนั้น ถ้านายต่อพยายามร้องขอให้นายเอกเขียนจดหมายในครั้งนั้น เพื่อนของเขาอาจจะมีชีวิตได้นานมากกว่านี้

(อ่านในทิศทางบันเทิงเสมือนเป็นนิยายเรื่องหนึ่ง ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน)พูดคุยติชมแลกเปลี่ยนกันได้ที่เฟซบุ๊กFacebook : เรื่องหลอนซอย8 หรือ twitter : LungTui






ผู้ช่วยบรรณาธิการออนไลน์ เชื่อเรื่องกฏแห่งกรรม หลงใหลในสิ่งลี้ลับ แสวงหา-สะสมพระเครื่อง ชื่นชอบเรื่องเหนือธรรมชาติ ศรัทธาในพุทธศาสนา

บทความล่าสุด

192.168.52.212