Search

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

การเลี้ยงปลากดเหลือง ถือเป็นอาชีพใหม่ของวงการเลี้ยงปลาในประเทศ ที่เพิ่งเริ่มเมื่อ 3-4 ปีมานี่เอง เพราะโดยปกติปลากดเหลืองที่ขายในท้องตลาด เป็นปลากดที่จับมาได้ตามธรรมชาติ


นี่เองที่ทำให้ "สมร ลาดบัวขาว"หรือ "คุณต่อ" เกษตรกรบ้านโนนข่า ต.หันนางาม อ.ศรีบุญเรือง จ.หนองบัวลำภู ใช้ประสบการจากที่ได้คลุกคลีอยู่วงการส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงปลา หันมาเลี้ยงปลากดเหลืองในบ่อดิน
โดยการเลี้ยง "สมร" จะทำให้มีลักษณะใกล้เคียงกับธรรมชาติ พบว่าโตเร็ว ลดต้นทุน เลี้ยงเพียง 5 เดือน ก็ขายได้แล้ว โดยในราคาปลากดเหลืองปากบ่อ กิโลกรัมละ 110-120 บาท ขณะที่ปลานิล กก.ละ 25 บาทเท่านั้น

สมร บอกว่า เดิมทีเคยทำงานเป็นวิทยากรบรรยายด้านการเกษตรทั้งปลูกพืชเลี้ยงปลาให้กับโครงการพระราดำริที่ จ.นครราชสีมา ต่อมาหันมาทำฟาร์มเองที่ จ.หนองบัวลำภู ทำกว่า  10 ปี เน้นเพาะพันธุ์ปลาหลายชนิดจำหน่าย
แต่มาในช่วง 2-3 ปีมานี้คนสนใจเลี้ยงปลากดเหลืองกันเยอะ เนื่องจากเป็นที่ต้องการของตลาด โดยส่วนใหญ่แล้วปลากดเหลืองที่ขายจะมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่นับวันมีจำนวนน้อยลงและมีราคาดีด้วย

สมร จึงมาเพาะพันธุ์ปลากดเหลืองขาย โดยในแต่ละปีเพาะพันธุ์ได้กว่า 1 ล้านตัวแต่ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการของลูกค้า ไม่น่าแปลกใจเลยที่คนจะหันมาสนใจเลี้ยงปลากดมากขึ้น เพราะราคาหน้าบ่อสูงกว่าปลาชนิดอื่นๆ 
ปลานิล ที่นิยมเลี้ยงและคนบริโภคเยอะราคาหน้าบ่อ กก.ละ 25 บาท, ปลาสวาย 10-15 บาท, ปลาสลิด 40 บาท, ปลาหมอไทย 70 บาท ขณะที่ ปลากดเหลือง กิโลกรัมละ 100-120 บาท" 
ให้เหตุผลที่คนสนใจเลี้ยงปลากดมากขึ้น พร้อมบอกว่านอกจากปลากดเหลืองราคาดีแล้ว ยังเลี้ยงง่าย ไม่จุกจิก อัตราการรอดสูงอีกด้วย จึงหันมาเลี้ยงปลากดเหลืองมากกว่าปลาอื่นๆเช่นกัน
ที่จริงการเลี้ยงปลากดเหลืองนั้น สมร บอกว่า สามารถเลี้ยงได้ทั้งในบ่อดิน บ่อปูน กระชัง หรือบ่อที่ปูพลาสติก แต่แนะนำให้เลี้ยงในบ่อดิน เพราะพิสูจน์แล้ว ปลาจะเติบโตเร็ว ต่างจากบ่อปูน หรือบ่อพลาสติก ซึ่งจะควบคุมอุณหภูมิของน้ำได้ยากกว่าทำให้อัตราการเจริญเติบโตช้ากว่า 
ซึ่งปกติการเตรียมบ่อเลี้ยงปลา โดยทั่วไปก็จะตากพื้นบ่อให้แห้งพร้อมทั้งปรับสภาพก้นบ่อให้สะอาดด้วยการใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพของดินโดยใส่ปูนขาว แต่การเลี้ยงในบ่อดินไม่มีความจำเป็น

"ปลากดเหลืองเป็นปลาที่ไม่ค่อยมีโรคจึงไม่จำเป็นต้องโรยปูนขาวแต่จะสร้างสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติ การเลี้ยงในบ่อดินจึงเหมาะสมที่สุด มีบางแห่งจะเลี้ยงในบ่อปูน หรือใช้ผ้าใบปูพื้นบ่อ จะควบคุมอุณหภูมิได้ยากกว่าการเลี้ยงในบ่อดินทำให้ปลาไม่ค่อยกินอาหาร โตช้าอีกด้วย" สมร กล่าวย้ำ
สำหรับการเลี้ยงในบ่อดินนิยมเลี้ยงจะเป็นบ่อขนาด 1 งาน เป็นขนาดที่จัดการง่ายทั้งการเลี้ยงและการจับขายเพื่อป้อนตลาด หลังจากเตรียมบ่อเสร็จก็จะสร้างอาหารธรรมชาติให้กับลูกปลาโดยใส่ฟางข้าวรองพื้นก้นบ่อ
ต้องไม่หนาหรือบางเกินไปแล้วใส่ปุ๋ยคอกเช่น ขี้วัว ขี้ไก่ อัตราประมาณ 15-25 กก.ต่อบ่อ หรือ 60-100 กก./ไร่ จากนั้นจึงนำน้ำเข้าบ่อโดยกรองไม่ให้ศัตรูของลูกปลาติดเข้ามากับน้ำ ระดับน้ำช่วงแรกอาจจะสูง 20-30 ซม. ในช่วงอนุบาล หลังจาก 3 วันที่ปล่อยน้ำไปแล้ว จะเกิดอาหารธรรมชาติ หรือไรแดงขึ้นมา จึงปล่อยลูกปลาลงเลี้ยง และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนถึงระดับน้ำลึก 1 เมตร และรักษาระดับน้ำขนาดนี้ไปตลอดการเลี้ยง หรือน้ำจะมากกว่าก็ได้ เพราะปลากดเหลืองอยู่ได้ในน้ำลึกเป็นสิบๆ เมตร

"บ่อขนาด 1 งาน เราปล่อยลูกปลาขนาด 1 นิ้ว ได้ 3,000 ตัว ราคาลูกปลาไซด์นี้ตัวละ 2.50 บาท การปล่อยลูกปลาลงบ่อเลี้ยงจะต้องปรับสภาพอุณหภูมิของ น้ำในถุงและน้ำในบ่อให้เท่าๆกันก่อน  คือแช่ถุงบรรจุลูกปลาในน้ำประมาณ 30 นาที จึงปล่อยลูกปลาเวลาที่เหมาะสมในการปล่อยลูกปลา ควรเป็นเวลาตอนเย็นหรือตอนเช้า
และทางที่ดี เพื่อให้ต้นทุนน้อยลง ต้องเลี้ยงไส้เดือนด้วย ซึ่งปลากดเหลืองจะชอบมาก ไส้เดือนเลี้ยงง่าย เลี้ยงในบ่อปูน และให้อาหารพวกเศษผัก ใบไม้ หญ้าและอาหารธรรมชาติอื่นๆ การให้ปลากดเหลืองกินไส้เดือน ปลากดเหลืองจะเติบโตเร็ว แต่ควรให้อาหารเม็ดด้วย
โดยเฉพาะช่วงอนุบาล 30 วันแรก ใช้อาหารลูกอ็อดหลังจากอนุบาล 30 วันแล้วให้อาหารปลาดุกเล็ก พอเลย 30 วันจะใช้อาหารปลาดุกกลางจนโต ราว 5- 6เดือนจับขายได้แล้วขนาด 4-7 ตัว/กก.ที่ตลาดต้องการมากที่สุด ราคาปากบ่อกก.ละ100-120 บาท ท้องตลาดขาย กก.ละ 160-200 บาท
การเลี้ยงปลากดเหลือง นับเป็นอาชีพที่น่าสนใจ เนื่องจากปัจจุบันการเลี้ยงปลากดเหลืองยังน้อย ทำให้ได้ราคาดี ตลาดต้องการสูง ที่สำคัญปลากดเหลือง สามารถนำไปทำอาหารได้หลากหลายอีกด้วย

หัวหน้าข่าวภูมิภาคและ บก.ข่าวเกษตร นสพ.คมชักลึก รับผิดชอบ ข่าวเกษตร/ ทำมหากิน, สัตว์เลี้ยง และ sme ปัจจุบันดำรงตำแหน่ง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทย

บทความล่าสุด

192.168.52.215