Search

วันพุธ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2561
live
ปรับขนาดตัวอักษร

จริงๆผมก็มิได้มีส่วนได้เสียอะไรกับเรื่องการควบคุมสื่อ หรือ "ตีตราสื่อ" ถ้าตั้งข้อสังเกตตั้งแต่ผมยังเยาว์วัย สื่อคือสิ่งที่มีพลังมาก โดยเฉพาะสมัยก่อนที่ยังไม่มีอินเตอร์เน็ต ทุกอย่างในสังคมไทย ให้ความสำคัญต่อสื่ออย่างมาก


พูดง่ายๆก็คือ หนทางเดียวที่ประชาชนจะรับรู้ข่าวสาร ก็มีแค่ ทางทีวี และ สื่อสิ่งพิมพ์
สื่อยักษ์ใหญ่ไม่เคยกลัวใคร นอกจากลูกปืน ซึ่งอันที่จริงก็มิได้เกิดขึ้นง่ายๆ นักการเมือง หรือคนชนชั้นสูงจนถึงสูงมาก หากพลาดพลั้งเรื่องใด หรือมีอันสื่อไม่สนับสนุน อาจจบข่าว หรืออนาคตอาจดับวูบทันที

ดาราหากไม่มีสื่อ ไม่มีเกิด พ่อค้า ไม่มีสื่อ สินค้าไม่มีติดตลาด ชื่อเสียงเงินทองไม่มาแน่นอน พอจะจำความกันได้ลางๆมั้ยครับ สมัยก่อนหนังสือพิมพ์หัวสี ยุคยังไม่มี 3G ลงข่าวหน้าบันเทิง แค่ขอบด้านซ้ายยาวๆ วันเดียว แผ่นเดียว สนนราคา การลงวันเดียว หน้าเดียวนั้น ห้าหมื่น หรือถึงแสน ประมาณนี้

นี่คือราคาเมื่อเกือบสามสิบปีก่อน หนังสือพิมพ์ยี่ห้ออื่นที่มียอดขายลดหลั่นกันไป ราคาก็ถูกลงไปตามกัน หรือจะแบบแทบลอยด์ นิตยสารแนวบันเทิง ที่ออกเป็นรายสัปดาห์ ถ้าอยากจะปั้นใคร อยากให้ใครดัง แค่บอกมา ทำได้หมด

นามปากกาดังๆ ยุคนั้น ยังจำกันได้ไหม... ฯลฯ หากดาราท่านใดไปเหยียบเท้าพวกเขาเหล่านี้ ส่วนใหญ่ ไม่มีทางได้ผุดได้เกิด นอกจากนั้น ยังมีข่าวฝากฟรี ข่าวฝากเสียเงิน

แม้แต่สั้นๆ แค่ประโยคเดียว เช่น "คืนวันเสาร์ ที่... เดือนตุลาคมนี้ ที่น่าซ่าสเปชี่โดรม พบกับ.... ได้ จองโต๊ะ ติดต่อ คุณ.. 02-391xxxx" ประโยคแค่นี้ ผมว่าการใส่ซองต้องมีหลายพันบาท

เพราะอะไรหรือครับ ก็เพราะคนอ่านเยอะนั่นเอง



เอาอย่างนี้ครับ แบบชัดๆจากประสบการณ์ เวลานักร้อง นักดนตรี ออกเทป โปรดฟังอีกครั้งหนึ่ง เทป (ยุคนั้นยังไม่มี CD ไม่มี MP3 ) ทุกวงทุกค่ายต้องมีวันหนึ่งที่เรียกว่า วันเยี่ยมแป้นพิมพ์ คือไปเยี่ยมสื่อทุกสำนัก พูดง่ายๆ เหมือนเข้าไปกราบ อารมณ์แบบ "ช่วยเอ็นดูผมหน่อยครับ"

คือ แบบแทบจะคลานเข้าไปกราบกันเลย นำทีมโดยพีอาร์ประจำบริษัทนั้นๆ ซึ่งถ้าวงดังต่อเนื่อง สื่อก็ลงให้ฟรี แต่บางวงบางค่ายก็ไปเก้อ ไม่ลงให้อีกต่างหาก หรือไม่ก็รอลงอีก 3 วัน ข่าวพร้อมซองเงินก็มาแทรกแล้ว (ตกข่าว อดลง)

ทีนี้มาว่าด้วยวงการการเมือง ก็แน่นอน สื่อก็ตรวจสอบไปตามความสบายใจ ใครทำอะไรผิด โดนสื่องัดแงะออกมาในเรื่องไม่ถูกต้อง สิ่งที่ตามมาคือ "การอภิปรายไม่ไว้วางใจ" ทันที น้อยนักที่นักข่าวจะโดนอุ้มหายไปก่อน

นักการเมืองมีความเกรงกลัวสื่อมากกว่ากลัวคะแนนยกมือในสภาเสียอีก

เมื่อเวลาผ่านมา นวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามา ความคิด ลู่ทางใหม่ๆก็เริ่มเกิดขึ้นตามมา กลุ่มทุนกลายเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มการเมือง (ท่องไปสามจบ) กลุ่มทุนกลายเป็นกลุ่มเดียวกับกลุ่มการเมือง นี่คือจุดเริ่มต้นของสุดยอดแห่งความบรรลัย และแตกแยกในประเทศไทย

ไปถึงการนำวิวัฒนาการทางเทคโนโลยี มาผนวกกับการนำสื่อรวมตัวกันเพื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ แล้วเจ้าตัวซื้อไว้เอง หรือให้ นอมินี ซื้อแทน จนเป็นที่นิยมกันบานปลายไปถึงกลุ่มโทรทัศน์ เข้าตลาดหลักทรัพย์เช่นกัน

ทำไม? ก็มันเจริญงอกงามด้วยเม็ดเงินไง การทำอะไรให้เป็นมหาชน มันจะรวยทันที คนเคยทำอาชีพ ค่ายเพลง เล่นหุ้นรวยกว่า คนเคย ขายสัญญาณแพ็คลิ้ง โฟนลิ้งค์ เข้าตลาด รวยทันที นวัตกรรมเหล่านี้มาดีแน่นอน

เมื่อนายทุน+ ทำสื่อ +เล่นการเมือง เป็นกลุ่มเดียวกัน ความบรรลัยจึงเกิดขึ้น คำถามถามว่า ต่างประเทศ เขาเป็นไง ขอตอบว่า ก็มีคล้ายๆ เรา เพียงแต่ เขารักประเทศเขามากกว่าเงินครับ

CNN BBC เงินไม่สามารถชี้นกเป็นไม้ ชี้ไม้เป็นนกได้ หรือในอดีต คดีวอร์เตอร์เกต สื่อสามารถทำให้ ประธานาธิบดีนิกสัน ลาออกได้ คิดดูแล้วกันครับว่าสื่อนั้นมีพลังเพียงใด

ประเทศไทยกับสื่อในปัจจุบัน ผมว่าอาการน่าเป็นห่วงมาก ยังไม่ต้องถึงเรื่องตีตราสื่อ เอาแค่เรื่องเรตติ้ง ก็แข่งกันยิ่งกว่าละครช่อง 3 ช่อง 7 เสียอีก

เพราะเมื่อมีเรตติ้ง โฆษณาก็จะเข้ามาชัดๆ จะๆ เม็ดเงินมาเป็นฟ่อนๆ

เมื่อก่อนข่าวอยู่ก่อนละครแค่ 1 ชั่วโมง เพราะมีแค่ 4 ช่อง คนนั่งรอดูละครมากกว่า จนมีดิจิตอลทีวีเกิดขึ้น ต่อเมื่อทุนการเมืองเกิดอยากมีช่องข่าวเป็นของตัวเอง หลังมี กสทช ช่องที่ต้องเป็นข่าวตลอดวัน นายทุนแย่งกันกับสำนักข่าวที่มีอยู่แล้ว ควงแขนนายธนาคารเข้าไปบิดกันให้ราคาสูงไป จนขณะนี้เกิดฟองสบู่ และกำลังจะฟลุบกันเป็นทิวแถว

และสิ่งที่แย่ ขอบอกว่า "แย่" ที่ตามมาคือ การเอาใจเจ้าของเงิน เจ้าของสินค้าที่ลงโฆษณา มากกว่าผลประโยชน์คนดู หลายช่องไม่กล้าแตะต้อง หรือวิพากษ์วิจารณ์บริษัทยักษ์ใหญ่ เพราะเขาเป็นหุ้นใหญ่เจ้าของช่อง หรือเป็นเจ้าของเงินลงโฆษณา ฯลฯ เหล่านี้เหมือนเป็นมะเร็งร้ายต่อระบบ


ทำไมต้องตีตราสื่อ?

-เพราะสื่อหรือไม่? ที่เมื่อเกือบสิบปีก่อนออกมาจัดรายการที่สวนลุม เมืองไทยรายสัปดาห์ ทำให้คนตื่นตัวทั้งประเทศ

-เพราะสื่อหรือไม่? ที่ทำให้คนมาชุมนุมและมีการสลายการชุมนุม และแอบมีการเผาบ้านเผาเมือง

-เพราะสื่อหรือไม่? ที่มีคนออกมาเดินขบวนเป็นล้านๆในขณะที่สื่อบางช่อง หรือสื่อต่างประเทศกลับบอกมีเพียงหลักหมื่น

-เพราะสื่อหรือไม่? ที่ซื้อคนได้ และให้คนทำสิ่งที่กร่าง ในขณะที่บ้านเมืองกำลังแตกแยก และยังยุแยงให้เหตุการณ์หนักเข้าไปอีก
-ฯลฯ

เรื่องราวเหล่านี้ เดี๋ยวนี้มันรุนแรงเกินจะเยียวยา ผู้บริหารบางช่องหนีคดี ผู้ประกาศช่องนั้นๆ อยู่ระหว่างการดำเนินคดี ผมว่าเรามาไกลมากแล้วครับ เผลอๆอาจไกลจนเกินจะแก้ ตอนนี้ข่าวที่ใสสะอาดดูไม่มีพรรคพวก อาจจะเหลือน้อยเต็มที

ลองตั้งข้อสังเกตดู ทุกวันนี้ คน กปปส คน ASTV หรือคนชอบเพื่อไทย อยากสบายหู ก็เปิดไปช่องที่ตัวเองชอบ หรือจะเรียกว่าช่องบ้านเดียวกัน

การที่ทหารยึดอำนาจเป็น คสช. คงทำให้กลุ่มหนึ่งผิดหวัง กลุ่มหนึ่งถูกใจ ผมยอมรับเลย ผมไม่เป็นกลางและขอบอกเลยว่าในวันนั้นผมเห็นด้วย เมื่อมีอาร์พีจีลงเวทีชุมนุม มีให้คนร้ายมากราดยิงคนไทยที่จังหวัดตราด มีรัฐมนตรีออกมาบอกจำนวนปืนของคนไทยทั้งประเทศ ที่ถูกต้อง มีใบ ป 4 กี่กระบอก มันจะใช้สื่อให้คนออกมาฆ่ากันเพื่อคนคนเดียวหรือนี่!

ผมว่ามันเป็นอย่างนี้ต่อไป เห็นจะไม่ดีแน่ ผมรักท่านประยุทธ์ นะครับ ถึงแนวคิดเขาจะขัดกับใครก็ตาม แต่อย่างน้อย จากวันนั้นถึงวันนี้ บ้านเมืองสงบ ไปไหนมาไหนก็ได้ คนไทยรักกันมากขึ้น

ยิ่งเราผ่านเหตุการณ์ 13 ตุลาคม วันมหาวิปโยคทางจิตใจของคนไทย คนไทยแทบจะรวมใจเป็นหนึ่งเดียว ถึงจะมีบางกลุ่มแกล้งนิ่งสงบเพื่อรอวันปีนกำแพงออกมากันใหม่ แต่ก็ยังดีครับสำหรับเมืองไทยในวันนี้ ส่วนวันหน้าค่อยว่ากันใหม่

การที่จะให้บ้านเมืองปรองดองนั้น สื่อคือหัวใจสำคัญอย่างยิ่ง สำหรับกฏหมายตีตราสื่อ จะ 5 ปี หรือ 12 ปี ผมไม่ขอออกความเห็นว่า มันควร หรือ ไม่ควร

แต่ผมเชื่อว่า "คนดี ก็ไม่ควรกลัวถูกตีตรา"

นักร้องนำและมือกีต้าร์วงนูโว รักดนตรี ชื่นชอบกีฬา ตรงไปตรงมา สั่งสมประสบการณ์จากนักเขียนคอลัมน์ คมชัดลึก มาถึง5ปี ผ่านนามปากกาว่า "ไตรโทน"

บทความล่าสุด

192.168.52.215