แม้จะมีกำลังผลิตไฟฟ้าสำรองสูงกว่าร้อยละ 40 แต่หากดูตามรายภาคแล้วพบว่า บางภาคมีความสามารถในการผลิตไฟฟ้าใกล้เคียงหรือน้อยกว่าพื้นที่นั้น ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพลังงาน จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย ชี้ให้เห็นถึงปัญหาความมั่นคงทางพลังงาน หากไม่มีการสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม
ข้อมูลจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย เปรียบเทียบกำลังการผลิตและความต้องการใช้ไฟฟ้ารายภาค
ภาคเหนือ มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 4,014 MW มีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพียง 2,873 MW ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังการผลิตไฟฟ้า 3,622 MW แต่มีความต้องการใช้ไฟฟ้า 3,693 MW จึงต้องซื้อไฟฟ้าจากประเทศลาว มาเพิ่มอีก 1,200 MW ภาคกลาง มีกำลังการผลิต 22,655 MW มีความต้องการเพียง 99 MW ที่เหลือถูกส่งไปกรุงเทพมหานคร ที่มีกำลังการผลิตเอง 2,690 MW ในขณะที่ความต้องการสูง 10,095 MW
สำหรับภาคใต้ มีกำลังการผลิตไฟฟ้า 3,182 MW มีความต้องการใช้ไฟฟ้า 2,600 MW ทั้งยังมีแนวโน้มการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น พื้นที่ภาคใต้ จึงเป็นพื้นที่เป้าหมายของการก่อสร้างโรงไฟฟ้า
เชื้อเพลิงจากถ่านหินคือสิ่งที่รัฐบาลเลือก เพิ่มสัดส่วน จากปัจจุบันที่ใช้ก๊าซ ผลิตไฟฟ้ามากถึงร้อยละ 60 ซึ่งมากเกินไป
วงเสวนาถ่านหิน ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า เมื่อถ่านหินไม่เป็นที่ยอมรับของภาคประชาสังคม ตัวเลือกอื่นก็เหลือเพียงพลังงานนิวเคลียร์ ส่วนพลังงานหมุนเวียนนั้นไม่สามารถเป็นไฟฟ้าฐานได้ เนื่องจากมีกำลังการผลิตเพียงหลักร้อย MW
ล่าสุดรัฐบาลได้ยกเลิก รายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ เรื่องนี้ผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านการจัดการสารและของเสียอันตราย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีความไม่ชัดเจนในหลายด้านจริง โดยการรับฟังความเห็น ซึ่งในกรณีของการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม คงไม่สามารถใช้วิธีฟังเสียงส่วนใหญ่เพียงอย่างเดียวเท่านั้น
จากความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น นักวิชาการเห็นว่า จำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่ม โดยมีทางเลือกเป็น นิวเคลียร์ ถ่านหิน รวมถึงพลังงานหมุนเวียนเสริม ซึ่งหากต้องยืดระยะเวลา ออกไป นั่นหมายถึงต้นทุนก่อสร้างที่เพิ่มขึ้น